ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไรพระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระองค์เองหรือ?




คำถาม: ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไรพระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระองค์เองหรือ?

คำตอบ:
เพื่อให้เข้าใจพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในแผ่นดินโลก ที่ทรงอธิษฐานต่อพระบิดา ของพระองค์ในสวรรค์ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพระบิดาองค์นิรันดร์ และพระบุตรองค์นิรันดร์ มีความสัมพันธ์นิรันดรก่อนที่พระเยซูทรงปรากฏในแบบของชายคนหนึ่ง โปรดอ่าน ยอห์น 5:19-27 โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 23 ที่ พระเยซูทรงสอน ว่าพระบิดาได้ทรง ส่งพระบุตรมา (ดู ยอห์น 15:10) ยอห์น 5:19-27 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ซึ่งท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตร เหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของข้าพเจ้าและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว ‘ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น

และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษา เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์” ยอห์น 15:10 “ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของข้าพเจ้า ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักขอข้าพเจ้า เหมือนดังที่ข้าพเจ้าประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์” พระเยซูไม่ได้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเมื่อทรงประสูติในเบธเลเฮม พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเสมอตั้งแต่นิรันดร์กาล ยังทรงเป็นพระบุตรของ พระเจ้าปัจจุบันและคลอดไป

อิสยาห์ 9:6 บอกเราว่าทรงประทานพระบุตร และพระบุตรนั้นก็ทรงมาบังเกิด “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า ‘ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช’” พระเยซูทรงเป็นหนึ่งในตรีเอกานุภาพ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เช่นกัน ตรีเอกานุภาพยังดำรงอยู่เสมอ พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระเจ้าพระวิญญาณ ไม่ใช่พระเจ้าสามองค์ แต่เป็นพระเจ้าองค์เดียวที่ทรงปรากฏในสามพระภาค

พระเยซูทรงสอนว่าพระองค์และพระบิกาของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน “ข้าพเจ้ากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) หมายความว่าพระองค์และพระบิดาของพระองค์ทรงเป็นของเนื้อเดียวกันและแก่นแท้เดียวกัน พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ เป็น สามพระภาคที่ ร่วมกันอยู่เป็นพระเจ้า ทั้งสามพระภาคยังคง มี ความสัมพันธ์นิรันดร์

เมื่อพระเยซูพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้าทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ที่ปราศจากบาป พระองค์ก็.ทรงรับสภาพผู้รับใช้ ทรงยอมสละพระสิริในสวรรค์สถานของพระองค์เอง(ฟิลิปปี 2:5-11)

ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ พระองค์ต้องทรงเรียนรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง “ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบาก ที่พระองค์ได้ทรงทน” (ฮีบรู 5:8) ต่อพระบิดาของพระองค์ ขณะที่ทรงถูกล่อลวง โดยซาตาน ถูกมนุษย์กล่าวหา คนของพระองค์ได้ปฏิเสธพระองค์ และในที่สุดก็ทรงถูกตรึงกางเขน ทรงกำลังอธิษฐานต่อ พระบิดาในสวรรค์ เพื่อขอฤทธิ์อำนาจ “พวกเขาจึงเอาหินออก พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยอห์น 11:41-42 ) และพระปัญญา

“ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น” “เมื่อพระองค์ทรงลาเขาทั้งหลายแล้ว ก็เสด็จขึ้นภูเขาเพื่ออธิษฐานที่นั่น” (มาระโก 1:35 6:46) คำอธิษฐานของพระองค์แสดงให้เห็นพระองค์ในสภาพมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาพระบิดา เพื่อทรงดำเนินการตามแผนการทรงไถ่ของพระบิดา เหมือนที่พระ เยซูคริสต์ทรงอธิษฐานในฐานะทรงเป็นมหาปุโรหิต ในยอห์น 17 การทรงอธิษฐาน แสดงให้เห็นว่าทรงเชื่อฟังทำตามพระทัยพระบิดาโดยสิ้นเชิง ซึ่งต้องทรงถูกตรึงที่กางเขน เพื่อไถ่โทษความผิดบาป ( ความตาย) ที่พวกเราละเมิดพระบัญญัติพระเจ้า (มัทธิว 26:31-46) แน่นอน พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ทรงชัยชนะยกโทษให้ และประทานชีวิตนิรันดร์แก่ผู้ที่กลับใจจากความบาป และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ไม่มีปัญหากับพระบุตรพระเจ้าที่กำลังทรงอธิษฐานหรือสนทนากับพระเจ้าพระบิดา

ดังที่กล่าวแล้ว พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ที่ถาวรก่อนที่จะพระคริสต์จะทรงรับสภาพมนุษย์ ในพระกิตติคุณบรรยายให้เห็นภาพความสัมพันธ์นี้ เพื่อเราสามารถเห็นว่าพระบุตรของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ทรงกระทำพระราชกิจของพระบิดา และ ในการทำเช่นนั้น พระองค์ได้ทรงจ่ายค่าไถ่สำหรับบุตรของพระองค์ “เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 6:38) พระคริสต์ทรงเชื่อฟังกระทำตามพระทัยพระบิดาในสวรรค์ ทรงรับฤทธานุภาพ และ ยึดมั่นในชีวิตที่ติดสนิทในการอธิษฐาน ตัวอย่างของพระคริสต์เรื่องการอธิษฐานคือสิ่งที่เราควรปฏิบัติตาม

พระเยซูคริสต์ไม่ลดสภาพความเป็น พระเจ้าลง เมื่อทรงอธิษฐานต่อพระบิดาของพระองค์ใน สวรรค์ พระองค์ได้แสดงให้เราเห็นภาพว่า แม้ใน ความเป็นมนุษย์ที่ปราศจากบาป มันเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะมี ชีวิตติดสนิทในการอธิษฐานเพื่อที่จะทำตามพระทัยพระบิดาของพระองค์ การที่ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาสำแดงให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ของพระองค์ภายในตรีเอกานุภาพ และเป็นตัวอย่างสำหรับเราว่า เราต้อง พึ่งพา พระเจ้าโดยการอธิษฐาน เพื่อขอกำลังและสติปัญญาที่เราจำเป็นต้องมี เพราะพระคริสต์ทรง เป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ จำเป็นต้องมีชีวิตที่ติดสนิทในการอธิษฐาน ดังนั้นเราควรทำตามแบบพระเยซูคริสต์ในวันนี้



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระองค์เองหรือ ?