มีสิ่งใดที่เป็นความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้หรือไม่?




คำถาม: มีสิ่งใดที่เป็นความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้หรือไม่?

คำตอบ:
การที่จะเข้าใจว่า มีสิ่งใดที่เป็นความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้นั้น ให้เรามาเริ่มต้นด้วยการให้คำจำกัดความของคำว่าความจริงว่าคืออะไร ในพจนานุกรมได้ให้คำจำกัดความของคำว่าความจริงไว้ว่า “การปฏิบัติเพื่อข้อเท็จจริงหรือความเป็นจริง : การประกาศความจริงหรือการยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง ; ยอมรับในสิ่งที่มีอยู่จริง หรือ เหตุการณ์จริง” ในเวลานี้บางคนอาจจะพูดว่า ไม่มีสิ่ใดที่เป็นความจริงอย่างแน่แท้ มันเป็นแค่การที่เรารับรู้และเป็นแค่ความคิดเห็นเท่านั้น อีกนัยหนึ่ง บางคนก็จะเถียงว่า มันจะต้องมีบางอย่างที่เป็นความจริงที่แน่แท้ เพราะฉะนั้น เมื่อมาพิจารณาถึงคำถามที่ถามว่า มีสิ่งใดที่เป็นความจริงที่แน่แท้นั้น เราเห็นถึงมุมมองที่คัดค้านกันอยู่สองมุมมองคือ

มุมมองแรกบอกว่า ไม่มีความแน่แท้ใดๆซึ่งกำหนดความจริง คนที่มองแบบนี้นั้นเขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสัมพันธ์กัน และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจริงที่แน่แท้ และไม่มีมูลฐานใดที่จะกำหนดได้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้อยู่ด้านบวกหรือด้านลบ มันเป็นสิ่งที่ถูกหรือเป็นสิ่งที่ผิด ดังนั้นหากในเวลานั้นเราคิดว่ามันถูกมันก็ถูก ดังนั้นการที่ “จริยธรรมขึ้นอยู่กับสถานการณ์” นั้นจะนำไปสู่ “อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่าดี” ทั้งในด้านจิตใจและวิถีชีวิต ซึ่งหากเป็นแบบนี้ก็จะมีผลกระทบอย่างมากทั้งต่อบุคคลเองและต่อสังคมด้วย

และอีกมุมมองหนึ่งเชื่อว่ามีความจริงที่แน่แท้และมีมาตรฐานในการกำหนดว่าสิ่งใดที่เป็นความจริงและสิ่งใดที่ไม่ใช่ความจริง ดังนั้นการกระทำใดๆก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ซึ่งพวกเขาสามารถวัดมาตรฐานของความจริงเหล่านั้นได้ คุณลองจินตนาการถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นได้ไหมหากว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้ ตัวอย่างเช่นกฏในเรื่องของแรงโน้มถ่วงโลก หากไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนวันหนึ่งเราอาจจะลอยขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าก็ได้ หรือจะวุ่นวายเพียงไรหากตัวเลขต่างๆมันไม่มีค่าที่สมบูรณ์ เช่น 2+2 ก็คงจะไม่ได้ 4 อีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดที่แน่แท้ โลกของเราก็คงจะมีแต่ความวุ่นวาย และคงไม่มีสูตรทางวิทยาศาสตร์ที่ตายตัว , ไม่มีกฏของฟิสิกต์ , ทุกสิ่งคงจะไม่มีความหมาย , ไม่มีมาตรฐานในการกำหนดสิ่งต่างๆ และไม่มีถูกไม่มีผิด หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงมันจะยุ่งเหยิงสักแค่ไหน แต่ยินดีด้วยที่จริงๆแล้วมันมีความจริงที่แน่แท้ และเราสามารถค้นพบและเข้าใจความจริงที่แน่แท้นั้นได้ด้วย

คนบางคนคิดว่าการไม่มีความจริงที่แน่แท้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล จริงๆแล้วหลายต่อหลายคนในปัจจุบันนี้กำลังยอมรับในทฤษฏีสัมพันธภาพ ซึ่งหัวใจหลักของทฤษฏีนี้คือการปฏิเสธความจริงที่แน่แท้ทุกอย่าง มีคำถามที่ดีมากที่จะถามคนที่กล่าวว่า “ไม่มีความจริงที่แน่แท้” คำถามนั้นก็คือ “คุณแน่ใจอย่างแน่แท้แล้วหรือว่ามันไม่มีความจริงที่แน่แท้” ซึ่งการพูดเช่นนั้นทำให้เรารู้ว่ายังมีความจริงที่แน่แท้อยู่นั่นเอง

มีปัญหาต่างๆนานาที่ผู้คนต้องเอาชนะด้วยการยอมรับว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้ ปัญหาแรกคือการปฏิเสธตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้จากคำถามที่ผ่านมา ความเป็นจริงแล้วผู้ที่ยืนหยัดว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้แท้จริงพวกเขากำลังเชื่อในความแน่แท้อยู่ นั้นก็คือพวกเขาเชื่ออย่างแท้จริงว่าไม่มีความแน่แท้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของหลักปรัชญาที่ว่าในตัวของคนนั้นมีทั้งในด้านที่เราเข้าข้างตัวเองและด้านที่ปฏิเสธตัวเอง ซึ่งการพูดว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้นั้นเป็นการปฏิเสธตัวเองและอะไรที่เค้าพูดเค้ากลับเชื่อในสิ่งนั้น

ปัญหาลำดับที่ 2 สำหรับผู้ที่เชื่อว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้ ก็คือ มนุษย์ทุกคนมีความรู้ที่จำกัด เพราะด้วยความเป็นมนุษย์ของเราทำให้เรามีข้อจำกัด ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถพูดได้ว่า “ไม่มีพระเจ้า” (แต่หลายคนก็ชอบพูดเช่นนั้น) เพราะว่าหากเราจะพูดเช่นนั้นได้ เราจะต้องรู้อย่างแท้จริงถึงการกำเนิดและการอวสานของโลก เมื่อผู้คนกล่าวว่าไม่มีพระเจ้าไม่มีความจริงที่แน่แท้ (ใจความสำคัญเหมือนกัน) พวกเขาไม่สามารถให้เหตุผลในสิ่งที่พวกเขาชอบพูดว่า “ด้วยความรู้ที่จำกัด ฉันไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า” หรือ “ด้วยความรู้ที่จำกัด ฉันไม่เชื่อว่ามีความจริงที่แน่แท้”

ปัญหาลำดับที่ 3 ของผู้ที่ปฏิเสธว่ามีความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้ คือ ความจริงที่ว่า เราไม่สามารถที่จะเห็นความจริงผ่านจิตใต้สำนึก,ประสบการณ์ และสิ่งต่างๆที่เราเห็นใน “ โลกแห่งความเป็นจริง” ได้หากไม่มีความจริงที่แน่แท้ ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่จะบอกได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งที่ “ถูกสำหรับคุณ” ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ “ถูกสำหรับฉัน” อยากให้เราได้ใช้เวลาในการพิจารณาสักครู่หนึ่ง ถ้าหากไม่มีความจริงที่แน่แท้และทุกอย่างนั้นสัมพันธ์กัน(การไม่มีมาตรฐานของสิ่งใดๆเลย) อะไรจะเกิดขึ้นหากแต่ละคนได้ตั้งกฏของตัวเองขึ้นมาในการดำเนินชีวิตและแต่ละคนก็คิดว่ากฏของเขาถูกต้อง ซึ่งปัญหาก็คือ หากเค้าคิดว่าตัวเองถูกต้องเค้าก็จะปะทะกับคนอื่น ตัวอย่างเช่น “ถูกต้องสำหรับฉัน” หรือไม่ ที่จะไม่สนใจดูไฟจราจรแม้ว่ามันกำลังเป็นสีแดงฉันก็จะไป หรือฉันก็คิดว่ามันถูกต้องที่ฉันจะขโมยของจากคุณ แต่คุณคงไม่คิดเหมือนฉัน บางคนอาจคิดว่าการฆ่าคนก็ไม่เห็นจะเป็นไร ดังนั้นเขาจึงพยายามฆ่าทุกคนด้วยการทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

หากไม่มีมาตรฐานที่สมบูรณ์ ไม่มีความจริงที่แน่แท้และทุกอย่างนั้นสัมพันธ์กัน ก็เท่ากับว่าการฆ่าคนก็ถูกต้องเหมือนไม่ได้ฆ่าคน,การขโมยก็ถูกต้องเหมือนไม่ได้ขโมย,การทำในสิ่งที่โหดร้ายก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นความโหดร้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความหายนะ และการปฏิเสธว่าไม่มีความจริงที่แน่แท้ก็นำไปสู่หายนะอย่างง่ายดายเช่นกัน หากไม่มีความจริงที่แน่แท้ก็คงไม่มีใครพูดว่า “คุณควรทำสิ่งนั้น” หรือ “คุณไม่ควรทำสิ่งนั้น” หากไม่มีความจริงที่แน่แท้แม้แต่กฏหมายบ้านเมืองก็ไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในสังคมได้ คุณเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นไหม? จะเกิดความอลหม่านแค่ไหนหากแต่ละคนก็ทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องในสายตาของตัวเอง ถ้าหากไม่มีความจริงที่แน่แท้ / ไม่มีมาตรฐานวัดว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราไม่เคยแน่ใจเลย ผู้คนจะมีอิสระเสรีในการจะทำอะไรก็ได้ที่เค้าอยากทำ อาจจะเป็นการ มาตกรรม ,ข่มขืน,ขโมย,โกหก,หลอกลวง ฯลฯ และก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสิ่งใดผิด เราจึงไม่สามารถมีรัฐบาล,ไม่มีกฏหมาย,ไม่มีการตัดสินคดี เพราะว่าก็ไม่มีใครสามารถพูดได้เช่นกันว่ามันถูกต้องหรือไม่ โลกที่ปราศจากความแน่แท้ก็คงจะเป็นโลกที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้

ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินสำนวนที่ว่า “สิ่งนั้นอาจถูกต้องสำหรับคุณ แต่มันไม่ถูกต้องสำหรับฉัน” คนที่เชื่ออย่างนั้นเค้าจะไม่เชื่อในความจริงที่แน่แท้ เค้าจึงไม่สามารถขยายความคิดเกินกว่าเส้นแบ่งเขตของตัวเขาเองได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีคำตอบสุดท้ายของความหมายในชีวิตและไม่มีความหวังใดๆในชีวิต ทำให้ศาสนาเกิดความสับสนเนื่องจากทฤษฏีสัมพันธภาพนี้ เพราะทฤษฏีนี้จะนำไปสู่การที่ว่าไม่มีศาสนาใดที่เป็นความจริง ไม่มีทางใดที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ ทุกศาสนาก็จะล้มลงในที่สุด ทำไมในปัจจุบันนี้ผู้คนมักจะมองว่าทุกศาสนาก็มี “ความจริง”เสมอกันหมดแต่พวกเขาก็อ้างว่ามีทางเดียวที่จะนำไปสู่สวรรค์แต่ก็มักจะสอนตรงข้ามกับ “ความจริง”เสมอผู้ที่เชื่อในทฤษฏีความสัมพันธ์ที่สอนว่าทุกศาสนาเสมอภาคกันและทุกศาสนานำไปสู่สวรรค์ซึ่งมีผู้ที่เชื่อแบบนี้อยู่อย่างแพร่หลายในโลกนี้มักจะต่อต้านอย่างรุนแรงต่อการประกาศของคริสเตียนผู้ซึ่งเชื่อในพระคำภีร์ที่กล่าวว่าพระเยซูคริสต์นั้น “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และ เป็นชีวิต” ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา (ยอห์น 14:6 )

และแม้ว่าการปฏิเสธความจริงที่แน่แท้เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล แต่มุมมองที่ว่า “ทุกอย่างนั้นสัมพันธ์กัน” ได้กลายมาเป็นสโลแกนในการดำรงชีวิตของคนสมัยนี้ไปเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนทางโลกตะวันออก ผู้คนมากมายพากันปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ว่ามีสิ่งที่เป็นความจริงที่แน่แท้หรือมีสิ่งที่มีอยู่จริง จึงทำให้ผู้คนพากันทำในสิ่งที่เป็นสัมคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญในเรื่องของ คุณค่า ,ความเชื่อมั่น,การดำเนินชีวิต และการเรียกร้องความจริง

ในความอดกลั้นต่อข้อเท็จจริงได้กลายเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในสังคม ทำให้สังคมสมบูรณ์ หากเราไม่อดกลั้นก็จะเกิดสิ่งเลวร้ายได้ในสังคม สังคมที่เชื่อว่าทุกสิ่งสัมพันธ์กันก็จะไม่ยอมรับผู้ที่เชื่อในความแน่แท้ ผู้ที่ปฏิเสธความจริงที่แน่แท้มักจะพูดว่า มันก็ถูกต้องที่คุณจะเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อตราบเท่าที่คุณไม่พยายามที่จะแสดงออกถึงความเชื่อของคุณต่อคนอื่น แต่คนที่มีมุมมองแบบนี้มักจะเชื่อว่าอะไรถูกอะไรผิดและเค้าเองก็มักจะแสดงออกให้ผู้อื่นได้รับรู้เช่นกัน แต่มักเป็นการหลอกลวง

มีคำถามที่ขอให้ตอบคือ ทำไมผู้ที่ชอบบอกว่าตัวเองอดกลั้นนั้นกลับไม่อดกลั้นต่อผู้ที่เชื่อว่ามีความจริงที่แน่แท้? คำตอบง่ายๆคือ ผู้คนไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่เค้าได้กระทำ หากมีความจริงที่แน่แท้ และมีมาตรฐานที่แน่ชัดว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งความรับผิดชอบนี่เองที่ผู้คนพยายามที่จะไม่ยอมรับโดยการต่อต้านความจริงที่แน่แท้นั่นเอง

ซึ่งสิ่งนี้เองได้นำไปสู่การปฏิเสธถึงความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้ และปลูกฝังในเรื่องทฤษฏีความสัมพันธ์ เค้าจะเชื่อในทฤษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งหากการวิวัฒนาการเป็นความจริงชีวิตเราก็คงจะไม่มีความหมาย ไม่มีเป้าหมายในชีวิต และไม่มีสิ่งใดที่ถูกหรือผิดอย่างแท้จริง มนุษย์ก็จะมีอิสระเสรีไม่ต้องรับผิดชอบใดๆในสิ่งที่เขาทำ และไม่ว่ามนุษย์ที่เต็มไปด้วยความบาปต้องการที่จะปฏิเสธพระเจ้าที่ทรงมีพระชนม์อยู่และความจริงแน่แท้ของพระองค์สักเพียงใด วันหนึ่งพวกเขาก็ยังคงต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าในวันพิพากษาอยู่วันยังค่ำ พระคำภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป” (โรม 1:18-22)

คำถามสุดท้ายที่เราควรถามคือ เมื่อพิจารณาแล้วว่าความจริงที่แน่แท้นั้นจะมีอยู่หรือไม่ก็ตาม มีสิ่งได้ที่ชี้ให้เราเห็นได้ง่ายๆว่ามีความจริงที่แน่แท้อยู่หรือไม่? เมื่อพิจารณาถึงคำถามนี้ให้ดี เราก็จะเข้าใจอย่างทันทีว่า มีสิ่งใดที่ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนไหมว่ามีการดำรงอยู่ของความจริงที่แน่แท้ ซึ่งพยานหลักฐานแรกที่ชี้ให้เราเห็นถึงการดำรงอยู่ของความจริงที่แน่แท้ คือจิตสำนึกของเราเอง ซึ่งจิตสำนึกนี่และจะบอกเราว่า โลกเรานี้ควรจะมี “หนทางที่แน่ชัด” ว่า สิ่งใด “ถูก” และสิ่งใด “ผิด” มันจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ามันไม่ถูกต้องหากโลกเรามีแต่ ความทุกข์ทรมาน,การขาดอาหาร,การข่มขืน ,ความเจ็บปวด และความชั่วร้าย และทำให้เรารู้ว่า ความรัก ,ความมีน้ำใจ,ความเมตตา และสันติสุข นั้นเป็นสิ่งที่เราควรจะได้มา พระคำภีร์ได้กล่าวถึงจิตสำนึกของมนุษย์ไว้ในโรม 2:14-16 ว่า “เมื่อคนต่างชาติซึ่งไม่มีธรรมบัญญัติได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติโดยปกติวิสัย คนเหล่านั้นแม้ไม่มีธรรมบัญญัติก็เป็นธรรมบัญญัติให้ตัวเอง แม้ว้าเขาจะไม่มีธรรมบัญญัติก็ตาม เขาแสดงให้เห็นว่าหลักความประพฤติที่เป็นตามธรรมบัญญัตินั้น มีจารึกอยู่ในจิตใจของเรา และใจสำนึกผิดชอบก็เป็นพยานของเขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆของเขานั้นแหละจะกล่าวโทษตัวเขา หรืออาจจะแก้ตัวให้เขา ในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาความลับของมนุษย์โดยพระเยซูคริสต์ ทั้งนี้ตามข่าวประเสริญที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น”

พยานหลักฐานที่2 ที่ชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของความจริงที่แน่แท้ นั้นคือด้านของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ เป็นการเรียนรู้ในสิ่งที่เรารู้และค้นหาที่จะรู้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ควรจะอยู่บนรากฐานของความเป็นจริงที่ว่ามันต้องเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่มีอยู่จริงในโลกนี้ และหากปราศจากสิ่งที่แน่แท้ อะไรที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์? จะมีใครรู้ไหมว่าจะสามารถค้นพบสิ่งที่มีอยู่จริงได้อย่างไร? หลักข้อเท็จจริงของวิทยาศาสตร์คือ มันต้องเป็นสิ่งที่สามารถค้นพบได้แน่นอนเสมอ

พยานหลักฐานที่ 3 ที่ชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้คือ การดำรงอยู่ของศาสนา ทุกศาสนาในโลกพยายามที่จะให้นิยามและความหมายของชีวิต มีข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์ปรารถนาบางสิ่งบางอย่างมากกว่าการมีชีวิตที่ธรรมดาง่ายๆ เบื้องหลังของศาสนาทั้งหลายนั้นมักสอนในความเชื่อที่ว่าต้องมีอะไรในชีวิตมากกว่าที่เราเป็นอยู่และรู้ในเวลานี้ ซึ่งเราสามารถรู้ได้ผ่านทางศาสนา ผู้คนมากมายกำลังมองหาหลักประกันและความหวังใจสำหรับอนาคต , มองหาการยกโทษความผิดบาป,มองหาสันติสุขท่ามกลางความโหดร้ายรอบตัว และมองหาคำตอบให้กับคำถามในชีวิต ศาสนาเป็นสิ่งที่เรามีต่างจากสัตว์ ทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิต และมีความจริงที่ว่าในโลกนี้มีพระผู้สร้างที่แท้จริงด้วย

ขอบคุณพระเจ้าที่มีพระผู้สร้างและทรงให้เราได้รู้ความจริงนี้ผ่านทางพระคำของพระองค์ นั้นก็คือพระคำภีร์ พวกเขาพยายามต้องการที่จะรู้ถึงความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้ ซึ่งทางเดียวที่เราจะสามารถรู้ได้ก็โดยการมีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็น “ความจริง” แต่เพียงผู้เดียว “พระเยซูตรัสกับเขาว่า เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยอห์น 14:6) ข้อเท็จจริงที่ว่าความจริงที่แน่แท้นั้นมีอยู่จริงได้ชี้ให้เราเห็นว่ามีพระเจ้าจอมราชาผู้ที่ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทรงให้พระองค์เองแก่เราเพื่อที่เราจะได้รู้จักกับพระองค์เป็นการส่วนตัวผ่านทางพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์นั้นเอง



กลับสู่หน้าภาษาไทย



มีสิ่งใดที่เป็นความจริงที่แน่แท้ / ความจริงที่ถ่องแท้หรือไม่?