พระคัมภีร์พูดอะไรเรื่องรูปแบบของการปกครองคริสตจักร?




คำถาม: พระคัมภีร์พูดอะไรเรื่องรูปแบบของการปกครองคริสตจักร?

คำตอบ:
พระเจ้าทรงสอนชัดเจนมากในพระวจนะของพระองค์ ว่าทรงมีพระประสงค์ที่ให้คริสตจักรในโลกถูกจัดตั้งขึ้นและดำเนินการอย่างไร

ประการแรก พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักรและทรงมีอำนาจสูงสุด เอเฟซัส 1:22

“พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร” เอเฟซัส 4:15 “แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์” โคโลสี 1:18 “พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง”

ประการที่สอง คริสตจักรท้องถิ่นต้องปกครองตนเอง เป็นอิสระจากอำนาจภายนอก หรือการควบคุมใด ๆ โดยมีสิทธิในการปกครองตนเอง และมีอิสรภาพจากการแทรกแซงของบุคคลในระดับชั้นใดๆ หรือองค์กรใด ๆ ทิตัส 1:5 เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน ประการที่สาม คริสตจักรต้องปกครองโดยระบบผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลัก 2 ฝ่ายคือผู้ปกครองและมัคนายก

"ผู้ปกครอง" เป็นบุคคลชั้นผู้นำในหมู่คนอิสราเอลตั้งแต่สมัยของโมเสส เขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระสอนศาสนาดังเช่นในพันธสัญญาใหม่ แต่กลับเป็นคนค่อนข้างสูงอายุที่เป็นผู้นำของชนเผ่าหรือครอบครัว เราพบว่าพวกเขาทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครอง 2 ซามูเอล 5:3 “ดังนั้นพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอลก็มาเฝ้าพระราชา ที่เมืองเฮโบรน และพระราชาดาวิดทรงกระทำพันธสัญญากับเขา ทั้งหลายที่เมืองเฮโบรนต่อพระพักตร์พระเจ้า และเขาทั้งหลายก็เจิมตั้งดาวิดให้เป็นพระราชา เหนืออิสราเอล” 2 ซามูเอล 17:4 “คำทูลนี้เป็นที่พอพระทัยอับซาโลม และบรรดาผู้ใหญ่แห่งอิสราเอลก็พอใจด้วย” ทูลถวายคำแนะนำแก่กษัตริย์ในเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่อจากนั้น 1 พงศ์กษัตริย์ 20:7 “ แล้วพระราชาแห่งอิสราเอลก็เรียกประชุมพวกผู้ใหญ่ของแผ่นดินตรัสว่า “ขอตรองดูเถิด ดูว่าชายผู้นี้หาช่องก่อความลำบาก เพราะเขาให้คนมารับเมียและลูกของฉัน ทั้งเงินและทองคำของฉันและฉันก็มิได้ปฏิเสธเขา” เราเห็นพวกเขาเป็นตัวแทนของคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ อพยพ 24:1 “พระองค์ตรัสกับโมเสสว่า “เจ้ากับอาโรน นาดับ และอาบีฮู กับพวกผู้ใหญ่เจ็ดสิบคนของอิสราเอล จงขึ้นมาเฝ้าพระเจ้า แล้วนมัสการอยู่แต่ไกล” กันดารวิถี 11:16 “พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ในอิสราเอลให้เราเจ็ดสิบคน เป็นคนที่เจ้าทราบว่าเป็นคนผู้ใหญ่ในประชาชนและเป็น เจ้าหน้าที่เหนือเขาทั้งหลาย จงพาเขามาที่เต็นท์นัดพบให้เขายืนอยู่พร้อมกับเจ้าที่นั่น” คำแปลพันธสัญญาเดิมภาษากรีกในยุคแรก หรือเรียกว่า เดอะเซพตัวจิ้นท์ ได้ใช้คำกรีกว่า เพรสบิวเทอรอส สำหรับ "ผู้ปกครอง" นี้เป็นคำภาษากรีกเดียวกับที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่ที่แปลว่า "ผู้ปกครอง" ด้วยเช่นกัน

พันธสัญญาใหม่กล่าวถึงผู้ปกครองหลายครั้ง ผู้ที่ทำหน้าที่รับใช้ในบทบาทของการเป็นผู้นำคริสตจักร กิจการ 14:23 “ท่านทั้งสองได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร ได้อธิษฐานและถืออดอาหาร ฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่เขาเชื่อถือนั้น” กิจการ 15:2 “เมื่อเกิดการโต้แย้งและไล่เลียงกัน ระหว่างเปาโลและบารนาบัสกับคนเหล่านั้นมากมายแล้ว เขาทั้งหลายได้ตั้งเปาโลและบารนาบัสกับคนอื่นๆ ในพวกนั้นให้ขึ้นไปหารือกับอัครทูตและผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็ม ในเรื่องที่เถียงกันนั้น” กิจการ 20:17 “เปาโลจึงใช้คนจากเมืองมิเลทัสไปยังเมืองเอเฟซัส ให้เชิญพวกผู้ปกครองในคริสตจักรนั้นมา” ยากอบ 5:14 “มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเพื่อเขา และเจิมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ปรากฏชัดว่าแต่ละคริสตจักรมีมากกว่าหนึ่งคน คำที่ใช้มักจะพบในรูปพหูพจน์ มีข้อยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่พูดถึงกรณีที่ผู้ปกครองคนหนึ่งถูกแยกตัวออกมาด้วยเหตุผลบางอย่าง 1 ทิโมธี 5:1, 19-20 “ในการตักเตือนนั้น อย่าตำหนิชายผู้มีอาวุโส แต่จงขอร้องเขาเสมือนเป็นบิดา จงถือว่าคนหนุ่มๆทั้งหลายเป็นเสมือนพี่หรือน้อง” “อย่ายอมรับคำกล่าวหาผู้ปกครองคนใด เว้นเสียแต่จะมีพยานสองสามคน สำหรับผู้ที่ยังคงกระทำบาป จงว่ากล่าวเขาต่อหน้าคนทั้งปวง เพื่อผู้อื่นจะได้เกรงกลัว” ในคริสตจักรที่กรุงเยรูซาเล็ม ผู้ปกครองเป็นส่วนหนึ่งของการมีผู้นำร่วมกับอัครสาวก (กิจการ 15:2-16:4)

ดูเหมือนว่าตำแหน่งของผู้ปกครองเท่ากับตำแหน่งของ เอพิสโคพอส แปลว่า "ผู้ดูแล" หรือ "พระสอนศาสนา" กิจการ 11:29-30 “พวกสาวกทุกคนจึงตกลงใจว่า จะเรี่ยไรกันตามกำลังฝากไปช่วยบรรเทาทุกข์พวกพี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดีย เขาจึงได้ทำดังนั้น และฝากไปกับบารนาบัสและเซาโลเพื่อนำไปให้พวกผู้ปกครอง” 1 ทิโมธี 5:17 “จงถือว่าผู้ปกครองที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติสองเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่เทศนาและสั่งสอน” คำว่า "ผู้ปกครอง” อาจหมายถึงตำแหน่งมีเกียรติของคนในสำนักงาน โดยคำว่า "พระสอนศาสนา / ผู้ดูแล" อธิบายถึงสิทธิอำนาจและหน้าที่ของตน 1 เปโตร 5:1-4 “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้ใหญ่ในพวกท่านทั้งหลาย ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และมีส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีอันจะมาปรากฏภายหลัง จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในความดูแลของท่าน ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจแต่ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ด้วยการเห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต แต่ด้วยใจเลื่อมใส และไม่ใช่เหมือนเป็นเจ้านายที่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ แต่เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น และเมื่อ พระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ ท่านทั้งหลายจะรับศักดิ์ศรีเป็นมงกุฎที่ร่วงโรยไม่ได้เลย ฟีลิปปี 1:1 “เปาโล และทิโมธี ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ เรียน บรรดาธรรมิกชนในพระเยซูคริสต์ ซึ่งอยู่ในเมืองฟีลิปปี ทั้งบรรดาผู้ดูแลและมัคนายก” เปาโลต้อนรับพระสอนศาสนาและมัคนายก แต่ไม่ได้พูดถึงผู้ปกครอง คงเป็นเพราะผู้ปกครองเป็นเหมือนกับพระสังฆราช

1 ทิโมธี 3:2, 8 “ผู้ปกครองดูแลนั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้ เป็นสามีของหญิงคนเดียว เป็นคนรู้จักประมาณตน มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนสง่าเรียบร้อย มีอัชฌาสัยรับแขกดี เหมาะที่จะเป็นครู” เช่นเดียวกันท่านให้คุณสมบัติของพระสังฆราชและมัคนายก แต่ไม่ใช่ของผู้ปกครอง

“ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกัน คือต้องเป็นคนเอาการเอางาน ไม่เป็นคนสองลิ้น ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นคนโลภมักได้” ทิตัส 1:5-7 “เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีต ก็เพื่อท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และตั้งผู้ปกครองไว้ทุกเมืองที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน คือตั้งคนที่ไม่มีข้อตำหนิ เป็นสามีของหญิงคนเดียว บุตรของเขามีความเชื่อ และไม่มีช่องทางให้ผู้ใดกล่าวหาว่า บุตรนั้นเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อกระด้าง เพราะว่าผู้ปกครองดูแลนั้น ในฐานะที่เป็นผู้รับมอบฉันทะจากพระเจ้า ต้องเป็นคนที่ไม่มีข้อตำหนิ ไม่เป็นคนเย่อหยิ่ง ไม่เป็นคนเลือดร้อน ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ และไม่เป็นคนโลภมักได้” นี้ดูเหมือนว่ายังจะผูกรวมทั้งสองคำเข้าด้วยกัน

ตำแหน่งของ "มัคนายก" จาก คำว่าไดโคนอส หมายความว่าจะให้บริการหรือจัดการทำธุระให้ เป็นสาวนหนึ่งในระบบผู้นำของคริสตจักร เป็นคนที่ลงมือนำคำสั่งของผู้อื่นมาปฎิบัติการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครอง มัคนายก ผู้ที่มีคุณสมบัติดีในสำนักงาน ได้รับมอบหมายโดยคริสตจักร ทำหน้าที่ดูแลคนยากจนและมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินที่เก็บรวบรวมไว้สำหรับการใช้งาน

มัคนายกแยกจากผู้ปกครอง โดยมีคุณสมบัติที่มีอยู่ในหลายด้านที่คล้ายกับหน้าที่ของผู้ปกครอง

1ทิโมธี 3:8-13 “ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกัน คือต้องเป็นคนเอาการเอางาน ไม่เป็นคนสองลิ้น ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นคนโลภมักได้ และเป็นคนยึดมั่นในข้อล้ำลึกแห่งความเชื่อ ด้วยจิตสำนึกว่าตนชอบ จงลองดูคนเหล่านี้เสียก่อนด้วย และเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อตำหนิแล้ว จึงตั้งเขาไว้ในตำแหน่งมัคนายก ฝ่ายพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนเอาการเอางาน ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น เป็นคนรู้จักประมาณตน และเป็นคนสัตย์ซื่อในประการทั้งปวง มัคนายกนั้นต้องเป็นสามีของหญิงคนเดียว และบังคับบัญชาบุตรของตน และปกครองบ้านเรือนของตนได้ดี เพราะว่าคนที่ทำหน้าที่มัคนายกได้ดีก็มีเกียรติ และมีใจกล้าเป็นอันมากเพราะความเชื่อซึ่งมีในพระเยซูคริสต์”

มัคนายกให้ความช่วยเหลืออะไรที่จำเป็นสำหรับคริสตจักร เหมือนดังที่บันทึกไว้ในกิจการบทที่ 6

เกี่ยวกับคำว่า โปอิเมน ที่แปลว่า "พระสอนศาสนา" ในการอ้างถึงบุคคลที่เป็นผู้นำคริสตจักร ก็จะพบเพียงครั้งเดียวในพันธสัญญาใหม่ เอเฟซัส 4:11”ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์”

ส่วนใหญ่เชื่อมโยงทั้งสองคำ "พระสอนศาสนา" และ "ครู" เพื่อหมายถึงตำแหน่งเดียว พระสอนศาสนา-ครูผู้สอน เป็นไปได้ที่พระสอนศาสนา-ครูผู้สอน เป็นผู้เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณที่เจาะจงของคริสตจักรท้องถิ่น ดูเหมือนว่าจากข้อความข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่มีผู้ปกครองมากกว่าคนเดียว แต่นี้ไม่ได้ปฏิเสธผู้ปกครองพิเศษที่พระเจ้าได้ทรงประทานมาโดยมีของประทานการสอนคนอื่น เมื่อให้ของประทานแก่ผู้อื่นในการบริหารงาน การอธิษฐาน ฯลฯ โรม 12:3-8 “ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆมิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น

และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี

เอเฟซัส 4:1-3 “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ”

มันก็ไม่ปฏิเสธการทรงเรียกของพระเจ้า ที่นำพวกเขาเข้าไปในงานรับใช้ ซึ่งพวกเขาจะใช้ของประทานเหล่านั้น กิจการ 13:1 “คราวนั้นในคริสตจักรที่อยู่ในเมืองอันทิโอก มีบางคนที่เป็นผู้พยากรณ์และอาจารย์ มีบารนาบัส สิเมโอนที่เรียกว่านิเกอร์กับลูสิอัสชาวเมืองไซรีน มานาเอนผู้ได้รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นด้วยกันกับเฮโรดเจ้าเมือง และเซาโล” ดังนั้น ผู้ปกครองคนหนึ่งอาจกลายเป็น "พระสอนศาสนา " อีกคนหนึ่งอาจจะทำการเยี่ยมเยียนสมาชิกเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขามีของประทานความเห็นอกเห็นใจ ในขณะที่อีกคนอาจจะ "ปกครอง" ในแง่ของการจัดการรายละเอียดขององค์กร หลายคริสตจักรที่ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีพระสอนศาสนาและคณะมัคนายก ทำหน้าที่ดูแลงานหลายอย่างของคณะผู้ปกครองที่พวกเขาร่วมกันรับใช้ศาสนกิจ และทำงานร่วมกันในการตัดสินใจบางอย่าง ในพระคัมภีร์ยังมีงานที่เกี่ยวกับผู้คนที่มาประชุมคริสตจักรมากมายที่ต้องนำไปสู่การตัดสินใจ ดังนั้นผู้นำ "เผด็จการ" ที่ทำการตัดสินใจ (ไม่ว่าจะเรียกว่าผู้ปกครองหรือพระสังฆราชหรือพระสอนศาสนา) ไม่เป็นไปตามหลักพระคัมภีร์ กิจการ 6:3-5 “เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้ ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป” คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิป โปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว” กิจการ 15:22 “ขณะนั้นอัครทูตและผู้ปกครองทั้งหลาย กับทุกคนในคริสตจักร เห็นชอบที่จะเลือกบางคนในพวกเขาให้ไปยังเมืองอันทิโอก ด้วยกันกับเปาโลและบารนาบัส คนที่เขาเลือกได้นั้นคือยูดาสผู้มีชื่ออีกว่า บารซับบาสและสิลาส ทั้งสองคนนี้เป็นคนสำคัญในพวกพี่น้อง” 2โครินธ์ 8:16-19 “แต่ขอขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้ทิตัสมีใจกระตือรือร้นอย่างนั้น เพื่อท่านทั้งหลายเหมือนกัน เพราะไม่เพียงแต่เขาได้รับคำเตือนของเราเท่านั้น แต่เขาได้ไปหาท่านเพราะเขาเองมีใจพร้อมอยู่แล้วด้วย เราให้พี่น้องคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการประกาศข่าวประเสริฐ ตามคริสตจักรทั้งหลายไปกับทิตัสด้วย และมิใช่แต่เท่านั้น คริสตจักรได้ตั้งคนนั้นไว้ให้เป็นเพื่อนเดินทางด้วยกันกับเราในการกุศล ซึ่งเราได้รับเป็นธุระ เพื่อให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นที่แสดงน้ำใจพรักพร้อมของเรา”

ดังนั้น รวมทั้งคริสตจักรที่ปกครองผู้ชุมนุมอย่างไม่เป็นตามระเบียบ

ไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องที่นำเข้าคณะผู้ปกครองหรือผู้นำคริสตจักร โดยสรุป พระคัมภีร์สอนความเป็นผู้นำซึ่งประกอบด้วยคณะผู้ปกครอง (พระสอนศาสนา / ผู้ปกครองดูแล) พร้อมกับคณะมัคนายกผู้ที่รับใช้คริสตจักร แต่มันก็ไม่ได้ขัดแย้งกับคณะผู้ปกครองที่จะมีผู้ปกครองตนเดียวในการรับใช้ในบทบาทหน้าที่สำคัญ "เป็นพระสอนศาสนา" พระเจ้าทรงเรียก "พระสอนศาสนา / ครู" (แม้ในขณะที่ทรงเรียกบางคนเป็นมิชชันนารีในกิจการ 13) และทรงประทานพวกเขาแก่คริสตจักร เอเฟซัส 4:11 “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์” ดังนั้น คริสตจักรอาจจะมีผู้ปกครองมากมาย แต่ไม่ใช่ผู้ปกครองทั้งหมดได้รับการทรงเรียกให้มีบทบาทเป็นพระสอนศาสนา แต่ ในฐานะเป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง พระสอนศาสนาหรือ "ผู้ปกครองที่สั่งสอน" ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าผู้ปกครองคนอื่น



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระคัมภีร์พูดอะไรเรื่องรูปแบบของการปกครองคริสตจักร?