อะไรคือเทววิทยาพันธสัญญา และเป็นไปตามพระคัมภีร์หรือไม่ ?




คำถาม: อะไรคือเทววิทยาพันธสัญญา และเป็นไปตามพระคัมภีร์หรือไม่ ?

คำตอบ:
เทววิทยาพันธสัญญาไม่เชิงป็น' เทววิทยา ' นักในความหมายของการจัดระบบหลักคำสอนตามที่ตีกรอบไว้สำหรับการตีความหมายพระคัมภีร์ ปกติมันแตกต่างสิ้นเชิงกับกรอบการตีความแบบอื่นในพระคัมภีร์ ที่เรียกว่า ' เทววิทยาการเผยแพร่ ' หรือ “ทฤษฎีการเผยแพร่” ทฤษฎีการเผยแพร่ปัจจุบันนี้เป็นระบบการตีความหมายพระคัมภีร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระบบการประกาศแบบอเมริกัน และได้เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ครึ่งหลังของ ศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงศตวรรษที่ 21 แต่ เทววิทยาพันธสัญญา ยังคงเป็นคำประกาศสำคัญยิ่งสำหรับ นิกายโปรเตสแตนต์ ตั้งแต่ยุคสมัยปฏิรูป และมันเป็นระบบที่ชื่นชอบมากโดยเหล่านักปฏิรูป หรือรูปแบบความเชื่อชักชวนแบบแคลวิน

ขณะที่ทฤษฎีการเผยแพร่มองว่าพระคัมภีร์เปิดเผยเป็นชุดเป็นตอนๆ (ตามแบบฉบับ) 'การผยแพร่ ' เจ็ดแบบ (“ระบบการเผยแพร่” สามารถจำกัดความเป็นแบบเฉพาะที่พระเจ้าทรงใช้จัดการกับมนุษย์ และการทรงสร้าง ในระหว่างยุคการทรงไถ่ในประวัติศาสตร์) เทววิทยาพันธสัญญา มองพระคัมภีร์ผ่านกฎเกณฑ์ของพันธสัญญา เทววิทยาพันธสัญญาให้คำจำกัดความพันธสัญญาสองข้อที่สำคัญ : พันธสัญญาแห่งการประพฤติ และพันธสัญญาแห่งพระคุณ พันธสัญญาที่สามบางครั้งที่กล่าวถึง กล่าวคือ พันธสัญญาแห่งการทรงไถ่ ซึ่งมาก่อนพันธสัญญาสองแบบนั้นอย่างสมเหตุสมผล เราจะหารือเกี่ยวกับพันธสัญญาเหล่านี้ตามลำดับ สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำไว้ คือว่าพันธสัญญาต่างๆ ทั้งหมดที่บรรยายใน พระคัมภีร์ (เช่น พันธสัญญาที่ทำกับโนอาห์ อับราฮัม โมเสส ดาวิด และพันธสัญญาใหม่ ) มาจากผลงานของพันธสัญญาแห่งการประพฤติ หรือพันธสัญญาแห่งพระคุณ ให้เราเริ่มต้นตรวจสอบพันธสัญญาต่างๆที่มีรายละเอียดในเทววิทยาพันธสัญญา เริ่มต้นด้วย พันธสัญญาแห่งการไถ่ซึ่งมาก่อนพันธสัญญาทั้งสองแบบอย่างสมเหตุสมผล ตามหลักเทววิทยาพันธสัญญา พันธสัญญาการไถ่เป็น พันธสัญญาที่กระทำร่วมกันสามพระภาคแห่งตรีเอกานุภาพต่อคนที่ทรงเลือกสรร ทรงชดใช้บาปแทน และทรงไถ่กลุ่มบุคคลที่เลือกสรรแต่ละคนไปสู่ความรอด และมีชีวิตนิรันดร์ อย่างที่นักเทววิทยาพระสอนศาสนาที่มีชื่อเสียงได้กล่าวไว้ในพันธสัญญาแห่งการไถ่ "พระบิดาทรงเลือกเจ้าสาวสำหรับพระบุตรของพระองค์” ในขณะที่พันธสัญญาแห่งการไถ่ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกชัดเจนลักษณะแผนการแห่งความรอดนิรันดร์ เอเฟซัส1:3-14 “สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการ ในสวรรคสถานโดยพระคริสต์ ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์ ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ของเราโดยพระกรุณาอันอุดมของพระองค์ ซึ่งได้ทรงประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ให้มีปัญญาสุขุมและมีความเข้าใจ พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ ตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์ ประสงค์ว่า เมื่อเวลากำหนดครบบริบูรณ์แล้ว พระองค์จะทรงรวบรวมทุกสิ่ง ทั้งที่อยู่ในสวรรค์ และในแผ่นดินโลกไว้ในพระคริสต์ ในพระองค์นั้น ตามพระดำริของพระองค์ผู้ทรงกระทำทุกสิ่ง ตามที่ได้ทรงตริตรองไว้สมกับพระทัยของพระองค์ เราทั้งหลายผู้ได้หวังใจในพระคริสต์ก่อน ได้รับกำหนดและรับการแต่งตั้งให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ ในพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และได้วางใจในพระองค์ ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ เอเฟซัส3:11”ทั้งนี้ก็เป็นไปตามพระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จแล้วในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” 2 เธสะโลนิกา2:13 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราจำต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่เสมอ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านไว้ตั้งแต่เดิมให้ถึงที่รอด โดยพระวิญญาณทรงชำระท่านให้บริสุทธิ์ และโดยท่านได้เชื่อความจริง” 2 ทิโมธี1:9 “ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา ในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น” ยากอบ 2:5 “พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงฟังเถิด พระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ และให้เป็นผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้ แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ” 1 เปโตร1:2 “ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกและทรงกำหนดไว้แล้ว และพระวิญญาณได้ทรงชำระแล้ว เพื่อให้มีความนบนอบเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ และให้ได้รับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์ ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” นอกจากนี้ พระเยซูมักจะพูดถึงภารกิจของพระองค์ว่าเป็นการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา ยอห์น 5:43 “เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา ถ้าผู้อื่นมาในนามของเขาเอง ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้นั้น” ยอห์น 6:38-40 “เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเรา เอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” ยอห์น 17:4-12 “เราได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ในโลก เพราะเราได้กระทำกิจที่พระองค์ทรงให้เรากระทำนั้นสำเร็จแล้ว บัดนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดให้เราได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระองค์ คือเกียรติซึ่งเราได้มีร่วมกับพระองค์ก่อนที่โลกนี้มีมา ‘เราได้สำแดงพระนามของพระองค์ แก่คนทั้งหลายที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ เราจากมวลมนุษย์โลก คนเหล่านั้นเป็นของพระองค์แล้ว และพระองค์ได้ประทานเขาให้แก่เรา และเขาได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว บัดนี้เขาทั้งหลายรู้ว่า ทุกสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่เรานั้นมาจากพระองค์ เพราะว่าพระดำรัสที่พระองค์ตรัสประทานให้แก่เรานั้น เราได้ให้เขาแล้ว และเขาได้รับไว้ และเขารู้แน่ว่าเรามาจากพระองค์ และเขาเชื่อแล้วว่าพระองค์ได้ทรงใช้เรามา เราอธิษฐานเพื่อเขา เรามิได้อธิษฐานเพื่อโลก แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ประทานแก่เรา เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์ ทุกสิ่งซึ่งเป็นของเราก็เป็นของพระองค์ และทุกสิ่งซึ่งเป็นของพระองค์ก็เป็นของเรา และเรามีเกียรติในสิ่งเหล่านั้น บัดนี้เราจะไม่อยู่ในโลกนี้อีก แต่พวกเขายังอยู่ในโลกนี้ และเรากำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์ทรงโปรดพิทักษ์รักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่เราไว้โดยพระนามของพระองค์ เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนดังเรากับพระองค์ เมื่อเรายังอยู่กับคนเหล่านั้น เราก็ได้พิทักษ์รักษาพวกเขา ผู้ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราไว้โดยพระนามของพระองค์ และเราได้ปกป้องเขาไว้และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม”

ความรอดของคนที่ทรงคัดสรรไว้เป็นพระประสงค์ของพระบิดาตั้งแต่เริ่มต้นของการทรงสร้างไม่ต้องสงสัยเลย พันธสัญญาแห่งการไถ่เพียงจัดแผนการชีวิตนิรันดร์นี้ในภาษาของพันธสัญญา จากมุมมองทางประวัติศาสตร์การไถ่บาป พันธสัญญาการประพฤติคือพันธสัญญาแรกที่เรา พบในพระคัมภีร์เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงจัดให้เขาอยู่ในสวนเอเดน และทรงให้เขายึดมั่นพระบัญชาง่ายๆ ข้อเดียว ปฐมกาล 2:16-17 “พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” เราสามารถเห็นภาษาแห่งพันธสัญญาที่กล่าวถึงในพระบัญชาข้อนี้ พระเจ้าทรงจัดให้อาดัมอยู่ในสวน และสัญญาว่าเขาและชนรุ่นหลังของเขาจะได้ชีวิตนิรันดร์ ตราบเท่าที่เขาเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า ชีวิตเป็นรางวัลสำหรับการเชื่อฟัง และความตายเป็นการลงโทษสำหรับการไม่เชื่อฟัง นี้เป็นภาษา พันธสัญญา นักวิชาการบางคนมองพันธสัญญาแห่งการประพฤติเป็นรูปแบบที่กษัตริย์ทำกับประชากรของพระองค์ ในพันธสัญญาประเภทนี้ผู้ครองอำนาจรัฐ (เช่น กษัตริย์ หรือผู้ปกครอง )จะเสนอเงื่อนไขพันธสัญญาแก่ผู้อยู่ใต้บังคับ(เช่น ประชากร) กษัตริย์จะให้พรและการปกป้องแก่ประชากรใต้บังคับที่ยกย่องสรรเสริญเป็นการตอบแทน ในกรณีพันธสัญญาการประพฤติ พระเจ้า ( กษัตริย์)ทรงสัญญาจะให้ชีวิตนิรันดร์และพระพรแก่มนุษยชาติ (คำสรรเสริญแทนโดยอดัมในฐานะเป็นหัวหน้าของมนุษยชาติ) เป็นการตอบแทนแก่ มนุษย์ในการเชื่อฟังข้อกำหนดด่างๆในพันธสัญญา (เช่น ไม่กินผลจากต้นไม้ ) เราเห็นโครงสร้างที่คล้ายกันในการให้พันธสัญญาเดิมโดยผ่านโมเสสที่ให้แก่อิสราเอล อิสราเอลได้ทำพันธสัญญากับพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย พระเจ้าจะทรงประทานดินแดนแห่งพระสัญญา 'สวนเอเดน' ที่สร้างใหม่ ("แผ่นดินซึ่งมี น้ำนมและน้ำผึ้งไหล ") และพระพรและการปกป้องพ้นจากศัตรู เป็นการตอบแทนการเชื่อฟังข้อกำหนดต่างๆในพันธสัญญา

การลงโทษ สำหรับการละเมิดพันธสัญญาคือ การถูกขับไล่ออกจากดินแดน(ซึ่ง เกิดขึ้นใน การพิชิต ราชอาณาจักรทางเหนือในปี กคศ. 722 และราชอาณาจักรทางใต้ในปี กคศ, 586 เมื่ออาดัมล้มลงไม่สามารถรักษาพันธสัญญาแห่งการประพฤติได้ พระเจ้าทรงจัดตั้งพันธสัญญาที่สาม เรียกว่า พันธสัญญาแห่งพระคุณในพันธสัญญาแห่งพระคุณ พระเจ้าทรงประทานให้แก่คนบาปเปล่าๆ (คนที่ล้มลงไม่สามารถรักษา พันธสัญญาแห่งการประพฤติ ชีวิตนิรันดร์ และความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราเห็นการทรงเตรียมพันธสัญญาแห่งพระคุณทันทีหลังจากการล้มลง เมื่อพระเจ้าทรงพยากรณ์เกี่ยวกับ" พงศ์พันธุ์ของหญิงคนหนึ่ง" ในปฐมกาล 3:15 ในขณะที่พันธสัญญาแห่งการประพฤติมีเงื่อนไข และสัญญาจะให้พระพรแก่ การเชื่อฟัง และคำสาปแช่งสำหรับการดื้อดึง พันธสัญญาแห่งพระคุณไม่มีเงื่อนไข และจะให้เปล่าบนพื้นฐานของ พระคุณพระเจ้า พันธสัญญาแห่งพระคุณรับรูปแบบของสนธิสัญญามอบที่ดินสมัยโบราณ ซึ่ง กษัตริย์ จะยกที่ดินให้ผู้รับเป็นของขวัญไม่มีเงื่อนไขข้อผูกมัดใด บุคคลสามารถโต้แย้งว่าความเชื่อนั้นเป็นเงื่อนไขของพันธสัญญาแห่งพระคุณ มีคำแนะนำชี้ชวนมากมายในพระคัมภีร์สำหรับผู้รับพระคุณของพระเจ้าโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อจะ สัตย์ซื่อจนวันสุดท้าย ดังนั้นในความหมายแท้จริง การรักษาความเชื่อเป็นเงื่อนไขของพันธสัญญา แห่งพระคุณ แต่พระคัมภีร์สอนไว้ชัดเจนว่า แม้ ความเชื่อที่ได้รับความรอดก็เป็นของประทานจากพระคุณพระเจ้า เอเฟซัส 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” เราเห็นพันธสัญญาแห่งพระคุณ ประจักษ์ในพระสัญญาที่ไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ที่พระเจ้าทรงทำกับแต่ละบุคคลในพระคัมภีร์ พันธสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม ( ทรงเป็นพระเจ้าของเขา และสำหรับอับราฮัมและลูกหลาน ที่จะเป็นประชากรของพระองค์) เป็นผลต่อเนื่องมาจากพันธสัญญาแห่งพระคุณ พันธสัญญาของดาวิด ( ที่ ลูกหลานของ ดาวิดมักจะได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์ ) ก็ยัง เป็นส่วนขยายของพันธสัญญาแห่งพระคุณด้วย

สุดท้าย พันธสัญญาใหม่ คือการแสดงออกของพันธสัญญาแห่งพระคุณลำดับสุดท้าย เพราะพระเจ้า ทรงจารึกบทบัญญัติของพระองค์ลงในใจของเราและทรงอภัยบาปเราอย่างสมบูรณ์ สิ่งหนึ่งที่ ควรจะปรากฎชัดเมื่อเรา มองดูพันธสัญญาเดิมต่างๆเหล่านี้ คือว่าพันธสัญญาทั้งหมด สำเร็จครบถ้วนในพระเยซูคริสต์ พระสัญญากับอับราฮัมที่จะอวยพรแก่ชนทุกประเทศก็สำเร็จในพระคริสต์ กษัตริย์ราชวงศ์ดาวิดผู้ที่จะปกครอง คนของพระเจ้าชั่วนิรันดร์ก็สำเร็จลงในพระคริสต์ และพันธสัญญาใหม่สำเร็จบริบูรณ์จริงในพระคริสต์ แม้ในพันธสัญญาเดิมก็มีคำแนะนำของพันธสัญญาแห่งพระคุณ เป็นความเสียสละในพันธสัญญาเดิม และพิธีกรรม มุ่งหน้าไปที่ภารกิจแห่งความรอดของพระเยซูคริสต์ มหาปุโรหิตใหญ่ของเรา (ฮีบรู 8-10) นี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงสามารถตรัสในคำเทศนาบนภูเขาว่า พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อทรงยกเลิกพระบัญญัติแต่เพื่อกระทำให้สำเร็จ มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” นอกจากนี้เรามองเห็นพันธสัญญาแห่งพระคุณเกิดขึ้นในพันธสัญญาเดิม เมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตคน ของพระองค์จากการที่พวกเขาสมควรได้รับโทษว่าผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ว่าข้อกำหนดในพันธสัญญาโมเสส ( การประยุกต์ใช้ พันธสัญญาแห่งการประพฤติ)ได้สัญญา จะมีการลงโทษของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลเพราะการไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ พระเจ้าทรงจัดการกับประชากรแห่งพันธสัญญาอย่างอดทน สิ่งนี้มักจะมาพร้อมกับวลีที่ว่า "พระเจ้าทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่ทรงทำกับอับราฮัม" 2 พงศ์กษัตริย์ 13:23 “แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาต่อเขา และทรงเมตตาเขา และพระองค์ทรงหันมาทางเขาเพราะพันธสัญญา ของพระองค์กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ และจะไม่ทรงทำลายเขา หรือทอดทิ้งเขาเสียให้พ้นพระพักตร์จนบัดนี้” ดูในบทเพลงสดุดี 105 อิสยาห์ 29:22 “เพราะฉะนั้น พระเจ้าผู้ทรงไถ่อับราฮัม ตรัสดังนี้เกี่ยวกับเชื้อสายของยาโคบว่า “ยาโคบจะไม่ต้องอับอายอีก หน้าของเขาจะไม่ซีดลงอีกต่อไป” อิสยาห์ 41:8 “แต่เจ้า อิสราเอล ผู้รับใช้ของเรา ยาโคบผู้ซึ่งเราได้เลือกไว้ เผ่าพันธุ์ของอับราฮัมสหายของเรา” พระสัญญาของพระเจ้าที่จะทำให้พันธสัญญาแห่งพระคุณสำเร็จ (ซึ่งโดยความหมาย เป็นพันธสัญญาด้านเดียว )บ่อยครั้งลบล้างสิทธิของพระองค์ที่บังคับใช้พันธสัญญาแห่งการประพฤติ นั่นเป็นคำอธิบายสั้น ๆ ของเทววิทยาแห่งพันธสัญญา และวิธีตีความพระคัมภีร์ ผ่านการส่องภาพของพันธสัญญา

คำถามที่บางครั้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับเทววิทยาพันธสัญญาคือ พันธสัญญาแห่งพระคุณการเข้าแทนที่ พันธสัญญาแห่งการประพฤติหรือไม่ ในอีกนัยหนึ่ง พันธสัญญาแห่งการประพฤติได้พ้นสมัยไปเพราะพันธสัญญาเดิมพ้นสมัยหรือ ฮีบรู 8:13 “เมื่อพระองค์ตรัสถึง พันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงถือว่าพันธสัญญาเดิมนั้นพ้นสมัยไปแล้ว สิ่งที่พ้นสมัยและเก่าไปแล้วนั้นก็จะเสื่อมสูญไป” ในขณะที่นำพันธสัญญาแห่งการประพฤติมาใช้ พันธสัญญาเดิม(ทำกับโมเสส) ก็ไม่เป็นพันธสัญญา แห่งการประพฤติ อีกครั้ง พันธสัญญาแห่งการประพฤติย้อนกลับไปสวนเอเดน เมื่อพระเจ้าทรงสัญญาทรงประทานชีวิตถ้ามีการเชื่อฟัง และรับความตายเมื่อไม่เชื่อฟัง พันธสัญญาแห่งการประพฤติได้อธิบายเพิ่มเติมในพระบัญญัติสิบประการ ที่ พระเจ้าได้ทรงสัญญา อีกครั้ง ง่าจะทรงประทานชีวิตและพระพรให้สำหรับ การเชื่อฟัง และรับความตายและการลงโทษสำหรับการไม่เชื่อฟัง พันธสัญญาเดิมเป็นมากกว่าบทบัญญัติศีลธรรมที่เรียบเรียงเป็นข้อบังคับใหม่ในพระบัญญัติสิบประการ พันธสัญญาเดิมรวมถึงกฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายแพ่งที่ปกครองประเทศอิสราเอลระหว่างการปกครองที่ยึดพระเจ้าเป็นหลักและการปกครองที่ยึดกษัตริย์

พระเมสสิยาห์ตามพระสัญญาในพันธสัญญาเดิม โดยการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ หลาย แง่มุมของพันธสัญญาเดิมเลิกใช้แล้วเพราะพระเยซูทรงกระทำให้รูปแบบและโครงพันธสัญญาเดิมสำเร็จครบถ้วน (อีกครั้ง ดูฮีบรู 8-10) พันธสัญญาเดิมเข้าแทนที่ “แบบและเงา” ขณะที่พระคริสต์ทรงเข้ามาแทน “พระกาย” โคโลสี 2:17 “สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” อีกครั้งที่ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อทรงกระทำให้พระบัญญัติสำเร็จ มัทธิว 5:17 “สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” 2โครินธ์ 1:20 “บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่าอาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า” แต่สิ่งนี้ ไม่ได้ ยกเลิกพันธสัญญาแห่งการประพฤติที่จัดประมวลไว้ในบทบัญญัติศีลธรรม พระเจ้าทรงเรียกร้องความบริสุทธิ์จากประชากรของพระองค์ในพันธสัญญาเดิม

เลวีนิติ 11:44 “เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จงชำระตัวไว้ให้บริสุทธิ์เพราะเรา บริสุทธิ์ เจ้าอย่าทำตัวให้เป็นมลทินไปด้วยสัตว์เล็กๆ ที่มีมากซึ่งคลานไปบนดิน” พระเจ้ายังทรงเรียกร้องความบริสุทธิ์จากประชากรของพระองค์ในพันธสัญญาใหม่ 1 เปโตร 1:16 “ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” ดังนั้นเราจึง ยังมีข้อผูกมัดที่จะต้อง ปฏิบัติตาม ข้อกำหนด ของ พันธสัญญาแห่งการประพฤติ ข่าวดีก็คือว่า พระเยซูคริสต์ อาดัมคนสุดท้าย และหัวหน้าพันธสัญญาของเรา ทรงกระทำให้ความต้องการพันธสัญญาแห่งการประพฤติสำเร็จบริบูรณ์ และว่าความชอบธรรม ที่สมบูรณ์แบบ คือเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงสามารถยืนเสนอพันธสัญญาแห่งพระคุณแก่ผู้ที่ทรงเลือกสรร โรม 5:12-21 “เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป ความจริงบาปได้มีอยู่ในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป อย่างไรก็ตาม ความตายก็ได้ครอบงำตลอดมา ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส แม้คนที่มิได้ทำบาปอย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม ผู้ซึ่งเป็นแบบของผู้ที่จะเสด็จมาภายหลัง แต่ของประทานแห่งพระคุณนั้นหาเป็นเช่นความละเมิดนั้นไม่ เพราะว่าถ้าคนเป็นอันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น คือพระเยซูคริสต์ ก็มีบริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก และของประทานนั้นก็ไม่เหมือนกับผล ซึ่งเกิดจากบาปของคนนั้นคนเดียว เพราะว่าการพิพากษาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น ได้นำไปสู่การลงโทษ แต่ของประทานจากพระเจ้าภายหลังการละเมิดหลายครั้งนั้น นำไปสู่ความชอบธรรม เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนนั้นคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนนั้นคนเดียว มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์ ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวง เพราะการละเมิดครั้งเดียวฉันใด การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ใดมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น เพื่อว่าบาปได้ครอบงำ ทำให้ถึงซึ่งความตายฉันใด พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงซึ่งชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น” นี้จะอธิบายถึง สถานการณ์ ระหว่างหัวหน้า ”กลาง” ทั้งสองของพงศ์พันธุ์มนุษย์ อาดัม เป็นตัวแทนของพงศ์พันธุ์มนุษย์ในสวน และล้มเหลวในการรักษาพันธสัญญาแห่งการประพฤติ ด้วยเหตุนั้นจึงผลักให้เขาและ ลูกหลานของเขาตกอยู่ในความบาปและความตาย พระเยซูคริสต์ทรงดำรงฐานะตัวแทนของมนุษย์ จากที่พระองค์ทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร ตลอดทางไปโกละโกธา และ ทรงทำให้พันธสัญญาแห่งการประพฤติสำเร็จ 1โครินธ์ 15:22 “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น”

โดยสรุป เทววิทยาพันธสัญญาเห็นว่าพระคัมภีร์เป็นการสำแดงอย่างเปิดเผยของพันธสัญญาแห่งการประพฤติหรือไม่ก็พันธสัญญาแห่งพระคุณ เรื่องราวทั้งหมดในประวัติศาสตร์การทรงไถ่บาป สามารถพบได้ เพราะพระเจ้าทรงเผยให้เห็นพันธสัญญาแห่งพระคุณจากหลายขั้นตอนตลอดทางผ่านของ การบรรลุผลในพระคริสต์ ปฐมกาล 3:15 “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” ดังนั้น เทววิทยาพันธสัญญา จึง เป็นวิธีที่ พระคริสต์เป็นศูนย์กลางในการมอง พระคัมภีร์ เพราะมัน เห็น พันธสัญญาเดิม เป็นพระสัญญา ของพระคริสต์และ พันธสัญญาใหม่ ที่พระคริสต์ทรงกระทำให้สำเร็จ

มีบางคนกล่าวหาว่าเทววิทยาพันธสัญญาเป็นคำสอน ที่เรียกว่า " เทววิทยาการทดแทน" (กล่าวคือ คริสตจักรแทนที่ อิสราเอล) นี้ไม่สามารถ เพิ่มเติมจากความจริง ซึ่งแตกต่างจากทฤษฏีการเผยแพร่ออกไป เทววิทยาพันธสัญญา ไม่เห็นความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างอิสราเอลและคริสตจักร อิสราเอลประกอบด้วยประชากรของพระเจ้า ในพันธสัญญาเดิม และคริสตจักร (ซึ่งประกอบด้วย ชาวยิวและคนนอกศาสนา) ประกอบด้วยประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ ทั้งสองสร้างประชากรของพระเจ้า เอเฟซัส 2:11-20 “เหตุฉะนั้นท่านจงระลึกว่า เมื่อก่อนท่านเคยเป็นคนต่างชาติตามเนื้อหนัง และพวกที่รับพิธีเข้าสุหนัตซึ่งกระทำแก่เนื้อหนังด้วยมือ เคยเรียกท่านว่า เป็นพวกที่มิได้เข้าสุหนัต จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวกมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก คริสตจักรไม่ได้แทนที่ อิสราเอล คริสตจักรคือ อิสราเอล และอิสราเอลคือคริสตจักร กาลาเทีย 6:16 “สันติสุขและพระกรุณาคุณจงมีแก่ทุกคนที่ประพฤติตามกฎนี้ คือแก่ชนอิสราเอลของพระเจ้า” ทุกคนที่ปฎิบัติตามความเชื่อเดียวกับ อับราฮัม เป็นส่วนหนึ่งของ ประชากรของพระเจ้าตามพันธสัญญา กาลาเทีย 3:25-29 “แต่บัดนี้ความเชื่อนั้นได้มาแล้ว เราจึงมิได้อยู่ใต้บังคับของผู้ควบคุมอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ เพราะเหตุว่าคนที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็จะสวมชีวิตพระคริสต์ จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้วท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา”

หลายสิ่งมากมายสามารถกล่าวได้ตามเทววิทยาพันธสัญญา แต่สิ่งที่สำคัญที่เก็บไว้ในใจก็คือเทววิทยาพันธสัญญาเป็นข้อผูกพันที่ตีความเพื่อการทำความเข้าใจพระคัมภีร์ ดังที่เราได้เห็น มันก็ไม่ได้เป็นเพียงข้อผูกพันที่ตีความเพื่อการอ่านพระคัมภีร์ เทววิทยาพันธสัญญาและทฤษฎีการเผยแพร่ออกไป มีความแตกต่างมากมายและ บางครั้ง นำไปสู่ ข้อสรุป ที่ตรงข้ามตามหลักคำสอนบางอย่าง แต่ ทั้งสองยึดติดกับสาระสำคัญของ ศาสนาคริสต์ : ความรอดโดยพระคุณเท่านั้นโดยความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น และถวายพระสิริแด่พระเจ้าเพียงผูเดียว!



กลับสู่หน้าภาษาไทย



อะไรคือเทววิทยาพันธสัญญา และเป็นไปตามพระคัมภีร์หรือไม่ ?