อะไรเป็นอุปสรรคต่อชีวิตการอธิษฐานที่มีพลัง?




คำถาม: อะไรเป็นอุปสรรคต่อชีวิตการอธิษฐานที่มีพลัง?

คำตอบ:
อุปสรรคที่เห็นชัดที่สุดต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความบาปที่ยังไม่ได้สารภาพผิดที่ยังปรากฏในใจของผู้ที่กำลังอธิษฐาน เพราะพระเจ้าของเราทรงบริสุทธิ์ มีอุปสรรคขวางกั้นเกิดขึ้นระหว่างพระองค์กับเราเมื่อเรามาหาพระองค์ด้วยบาปที่ยังไม่สารภาพในชีวิต

อิสยาห์ 59:2 “แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน”

ดาวิดทรงเห็นพ้องด้วย โดยรู้จากประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงอยู่ไกลจากเหล่าคนที่พยายามปกปิดความบาปของตน

เพลงสดุดี 66:18 “ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ”

พระคัมภีร์กล่าวถึงความบาปทั้งหลายซึ่งเป็นอุปสรรคขวางกั้นคำอธิษฐานที่เกิดผล ประการแรก เมื่อเรามีชีวิตตามอย่างเนื้อหนัง ไม่ใช่โดยพระวิญญาณ ย่อมมีอุปสรรคกีดกั้น ความปรารถนาของเราที่จะอธิษฐานและความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าอย่างเกิดผล แม้ว่าเราได้รับธรรมชาติใหม่เมื่อเราบังเกิดใหม่อีกครั้ง แต่ธรรมชาติใหม่ยังคงอยู่ในเนื้อหนังของเรา และ “กาย” เก่าเสื่อมลงและเต็มไปด้วยบาป เนื้อหนังสามารถควบคุมการกระทำของเรา ท่าทีของเรา และแรงจูงใจ ถ้าเราไม่เพียรจัดการ “ ดับการกระทำตามเนื้อหนังให้ตายไป”

โรม 8:13 “เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้”

และพระวิญญาณทรงนำให้เราเข้าติดสนิทกับพระเจ้า แล้วเราจึงสามารถอธิษฐานเพื่อเข้าติดสนิทกับพระเจ้า ทางเดียวที่มีชีวิตฝ่ายเนื้อหนังเปิดเผยออกมาคือความเห็นแก่ตัว อุปสรรคอีกอย่างต่อการอธิษฐานที่เกิดผล

เมื่อคำอธิษฐานของเราได้รับแรงจูงใจอย่างเห็นแก่ตัว เมื่อเราทูลพระเจ้าขอสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ แรงจูงใจนั้นเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน

1 ยอห์น 5:14 “และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา”

การทูลขอตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็เหมือนกับการยินยอมทูลขอสิ่งใดสุดแต่น้ำพระทัยพระองค์ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระเยซูทรงสมควรเป็นแบบอย่างการอธิษฐานแก่เราเหมือนในทุกสิ่ง พระองค์ทรงอธิษฐานตามน้ำพระทัยพระบิดา

ลูกา 22:42 “ว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด”

คำอธิษฐานแบบเห็นแก่ตัวเป็นอะไรที่ตั้งใจจะทำให้ตนเองพอใจความต้องการที่เห็นแก่ตัวของเรา และเราไม่ควรคาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานเช่นนั้น

ยากอบ 4:3 “ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน”

การมีชีวิตตามเนื้อหนังสนองความอยากที่เห็นแก่ตัว จะเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน เพราะว่ามันทำให้เราใจแข็งต่อผู้อื่น ถ้าเราเมินเฉยต่อสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน ก็คาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่เราขัดสนด้วย เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้าในการอธิษฐาน อันดับแรกเราควรใจใส่ต่อน้ำพระทัยพระองค์ และอันดับรองนั้นควรใส่ใจสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน นี่มาจากความเข้าใจที่ว่า เราต้องใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตัวเราเอง และใส่ใจเกี่ยวกับพวกเขามากกว่าตัวเราเอง

ฟีลิปปี 2:3-4 “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย”

อุปสรรคสำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือจิตใจที่ขาดการอภัยแก่ผู้อื่น เมื่อเราปฏิเสธที่จะยกโทษผู้อื่น รากแห่งความขมขื่นเกิดขึ้นในใจเราและทำให้คำอธิษฐานของเราติดขัด เราคาดหวังพระเจ้าจะทรงเทพระพรแก่เราผู้เป็นคนบาปที่ไม่สมควรได้อย่างไร ถ้าเรายังแบกความเกลียดชังและความขมขื่นต่อผู้อื่น หลักคำสอนนี้แสดงให้เราเห็นภาพอันงดงามในคำอุปมาเรื่องทาสที่ไม่ได้รับการยกโทษ

มัทธิว 18:23-35 “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้ ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า 'ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น' เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน จึงจับคนนั้นบีบคอว่า 'จงใช้หนี้ให้ข้า'

" เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า 'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้' แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า 'อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ' แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”

เรื่องนี้สอนว่า พระเจ้าทรงยกหนี้บาปแก่เราเหลือที่จะคณนานับได้ (ความบาปของเรา) และพระองค์ทรงหวังว่าเราจะยกโทษผู้อื่นเพราะเราได้รับการยกโทษแล้ว การปฏิเสธไม่ทำเช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางคำอธิษฐานของเรา

อุปสรรคอีกอย่างที่สำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความไม่เชื่อและความสงสัย ตามที่บางคนแนะนำ นี่ไม่ได้หมายความว่าเพราะเรามาเข้าเฝ้าพระเจ้า มั่นใจว่าพระองค์จะทรงประทานให้ตามที่เราทูลขอ แต่อย่างไรบางทีพระองค์อาจทรงกรุณาประทานให้ได้ การอธิษฐานโดยไม่สงสัย หมายความว่าการอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นคง และความเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้า กฎธรรมชาติ และแรงจูงใจ ฮีบรู 11:6 “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์” เมื่อเรามาอธิษฐานเข้าเฝ้าพระเจ้า สงสัยพระลักษณะพระองค์ พระประสงค์ และพระสัญญา เราลบหลู่พระองค์อย่างมากทีเดียว เราต้องมีความมั่นใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ ที่จะทรงประทานให้ตามคำขอที่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์และพระประสงค์ทีมีต่อชีวิตของเรา

เราต้องอธิษฐานโดยความเข้าใจว่า ไม่ว่าทรงประสงค์อะไร แผนการนั้นจะเป็นไปได้ที่สุด

ยากอบ 1:6-7 “แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็น เหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา”

ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย

สุดท้าย ความบาดหมางในครอบครัวเป็นอุปสรรคแน่นอนต่อคำอธิษฐาน เปโตรพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าเป็นอุปสรรคต่อคำอิษฐานของสามีผู้ซึ่งท่าทีต่อภรรยาไม่อยู่ในทางของพระเจ้า

1 เปโตร 3:7 “ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ จงให้เกียรติแก่ภรรยา เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง”

เมื่อมีความบาดหมางร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และหัวหน้าครอบครัวไม่ได้แสดงท่าทีออกมาอย่างที่เปโตรกล่าว การติดสนิทกับพระเจ้าในคำอธิษฐานของสามีพบกับอุปสรรค

เช่นเดียวกัน ภรรยาต้องทำตามหลักคำสอนตามพระคัมภีร์เรื่องการยอมฟังสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าไม่ให้คำอธิษฐานของพวกพบกับอุปสรรค

เอเฟซัส 5:22-24 “ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น”

1 ยอห์น1:9 “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”

เมื่อเราได้ทำอย่างนั้น เราชื่นชมช่องทางการติดสนิทกับพระเจ้าอย่างชัดเจนและเปิดเผย และคำอธิษฐานของเราพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงได้ยินและตอบ แต่ลึกลงในใจเราจะเต็มไปด้วยความสุข อุปสรรคที่เห็นชัดที่สุดต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความบาปที่ยังไม่ได้สารภาพผิดที่ยังปรากฏในใจของผู้ที่กำลังอธิษฐาน เพราะพระเจ้าของเราทรงบริสุทธิ์ มีอุปสรรคขวางกั้นเกิดขึ้นระหว่างพระองค์กับเราเมื่อเรามาหาพระองค์ด้วยบาปที่ยังไม่สารภาพในชีวิต

อิสยาห์ 59:2 “แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลาย ได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน”

ดาวิดทรงเห็นพ้องด้วย โดยรู้จากประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงอยู่ไกลจากเหล่าคนที่พยายามปกปิดความบาปของตน

เพลงสดุดี 66:18 “ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ”

พระคัมภีร์กล่าวถึงความบาปทั้งหลายซึ่งเป็นอุปสรรคขวางกั้นคำอธิษฐานที่เกิดผล ประการแรก เมื่อเรามีชีวิตตามอย่างเนื้อหนัง ไม่ใช่โดยพระวิญญาณ ย่อมมีอุปสรรคกีดกั้น ความปรารถนาของเราที่จะอธิษฐานและความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าอย่างเกิดผล แม้ว่าเราได้รับธรรมชาติใหม่เมื่อเราบังเกิดใหม่อีกครั้ง แต่ธรรมชาติใหม่ยังคงอยู่ในเนื้อหนังของเรา และ “กาย” เก่าเสื่อมลงและเต็มไปด้วยบาป เนื้อหนังสามารถควบคุมการกระทำของเรา ท่าทีของเรา และแรงจูงใจ ถ้าเราไม่เพียรจัดการ “ ดับการกระทำตามเนื้อหนังให้ตายไป”

โรม 8:13 “เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้”

และพระวิญญาณทรงนำให้เราเข้าติดสนิทกับพระเจ้า แล้วเราจึงสามารถอธิษฐานเพื่อเข้าติดสนิทกับพระเจ้า ทางเดียวที่มีชีวิตฝ่ายเนื้อหนังเปิดเผยออกมาคือความเห็นแก่ตัว อุปสรรคอีกอย่างต่อการอธิษฐานที่เกิดผล

เมื่อคำอธิษฐานของเราได้รับแรงจูงใจอย่างเห็นแก่ตัว เมื่อเราทูลพระเจ้าขอสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ แรงจูงใจนั้นเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน

1 ยอห์น 5:14 “และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา”

การทูลขอตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็เหมือนกับการยินยอมทูลขอสิ่งใดสุดแต่น้ำพระทัยพระองค์ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระเยซูทรงสมควรเป็นแบบอย่างการอธิษฐานแก่เราเหมือนในทุกสิ่ง พระองค์ทรงอธิษฐานตามน้ำพระทัยพระบิดา

ลูกา 22:42 “ว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด”

คำอธิษฐานแบบเห็นแก่ตัวเป็นอะไรที่ตั้งใจจะทำให้ตนเองพอใจความต้องการที่เห็นแก่ตัวของเรา และเราไม่ควรคาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานเช่นนั้น

ยากอบ 4:3 “ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน”

การมีชีวิตตามเนื้อหนังสนองความอยากที่เห็นแก่ตัว จะเป็นอุปสรรคต่อคำอธิษฐาน เพราะว่ามันทำให้เราใจแข็งต่อผู้อื่น ถ้าเราเมินเฉยต่อสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน ก็คาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่เราขัดสนด้วย เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้าในการอธิษฐาน อันดับแรกเราควรใจใส่ต่อน้ำพระทัยพระองค์ และอันดับรองนั้นควรใส่ใจสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน นี่มาจากความเข้าใจที่ว่า เราต้องใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตัวเราเอง และใส่ใจเกี่ยวกับพวกเขามากกว่าตัวเราเอง

ฟีลิปปี 2:3-4 “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย”

อุปสรรคสำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือจิตใจที่ขาดการอภัยแก่ผู้อื่น เมื่อเราปฏิเสธที่จะยกโทษผู้อื่น รากแห่งความขมขื่นเกิดขึ้นในใจเราและทำให้คำอธิษฐานของเราติดขัด เราคาดหวังพระเจ้าจะทรงเทพระพรแก่เราผู้เป็นคนบาปที่ไม่สมควรได้อย่างไร ถ้าเรายังแบกความเกลียดชังและความขมขื่นต่อผู้อื่น หลักคำสอนนี้แสดงให้เราเห็นภาพอันงดงามในคำอุปมาเรื่องทาสที่ไม่ได้รับการยกโทษ

มัทธิว 18:23-35 “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้ ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า 'ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น' เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน จึงจับคนนั้นบีบคอว่า 'จงใช้หนี้ให้ข้า'

" เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า 'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้' แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า 'อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ' แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”

เรื่องนี้สอนว่า พระเจ้าทรงยกหนี้บาปแก่เราเหลือที่จะคณนานับได้ (ความบาปของเรา) และพระองค์ทรงหวังว่าเราจะยกโทษผู้อื่นเพราะเราได้รับการยกโทษแล้ว การปฏิเสธไม่ทำเช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางคำอธิษฐานของเรา

อุปสรรคอีกอย่างที่สำคัญต่อการอธิษฐานที่เกิดผลคือความไม่เชื่อและความสงสัย ตามที่บางคนแนะนำ นี่ไม่ได้หมายความว่าเพราะเรามาเข้าเฝ้าพระเจ้า มั่นใจว่าพระองค์จะทรงประทานให้ตามที่เราทูลขอ แต่อย่างไรบางทีพระองค์อาจทรงกรุณาประทานให้ได้ การอธิษฐานโดยไม่สงสัย หมายความว่าการอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่นคง และความเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้า กฎธรรมชาติ และแรงจูงใจ

ฮีบรู 11:6 “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์”

เมื่อเรามาอธิษฐานเข้าเฝ้าพระเจ้า สงสัยพระลักษณะพระองค์ พระประสงค์ และพระสัญญา เราลบหลู่พระองค์อย่างมากทีเดียว เราต้องมีความมั่นใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ ที่จะทรงประทานให้ตามคำขอที่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์และพระประสงค์ทีมีต่อชีวิตของเรา เราต้องอธิษฐานโดยความเข้าใจว่า ไม่ว่าทรงประสงค์อะไร แผนการนั้นจะเป็นไปได้ที่สุด

ยากอบ 1:6-7 “แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็น เหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย"

สุดท้าย ความบาดหมางในครอบครัวเป็นอุปสรรคแน่นอนต่อคำอธิษฐาน เปโตรพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าเป็นอุปสรรคต่อคำอิษฐานของสามีผู้ซึ่งท่าทีต่อภรรยาไม่อยู่ในทางของพระเจ้า

1 เปโตร 3:7 “ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ จงให้เกียรติแก่ภรรยา เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง”

เมื่อมีความบาดหมางร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และหัวหน้าครอบครัวไม่ได้แสดงท่าทีออกมาอย่างที่เปโตรกล่าว การติดสนิทกับพระเจ้าในคำอธิษฐานของสามีพบกับอุปสรรค

เช่นเดียวกัน ภรรยาต้องทำตามหลักคำสอนตามพระคัมภีร์เรื่องการยอมฟังสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าไม่ให้คำอธิษฐานของพวกพบกับอุปสรรค

เอเฟซัส 5:22-24 “ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น”

1 ยอห์น1:9 “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”

เมื่อเราได้ทำอย่างนั้น เราชื่นชมช่องทางการติดสนิทกับพระเจ้าอย่างชัดเจนและเปิดเผย และคำอธิษฐานของเราพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงได้ยินและตอบ แต่ลึกลงในใจเราจะเต็มไปด้วยความสุข



กลับสู่หน้าภาษาไทย



อะไรเป็นอุปสรรคต่อชีวิตการอธิษฐานที่มีพลัง?