มันหมายความว่าอะไรที่ว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่าง?




คำถาม: มันหมายความว่าอะไรที่ว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่าง?

คำตอบ:
คำว่า มีอำนาจทุกอย่าง มาจากคำว่าออมนิ- หมายความว่า "ทุกอย่าง" และคำว่าศักยภาพมีความหมายว่า "อำนาจ" เช่นเดียวกับคุณสมบัติของคำว่าสัพพัญญูและการสถิตอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ต่อด้วยคำที่ว่า ถ้าพระเจ้าทรงเป็นอนันต์ และถ้าทรงเป็นมีอำนาจปกครองสูงสุด ซึ่งเรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็น แล้วพระองค์ต้องทรงมีอำนาจทุกอย่าง พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่งตลอดเวลาและในทุกวิถีทาง

โยบพูดถึงอำนาจของ พระเจ้า

โยบ 42:2 “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้ และพระประสงค์ของพระองค์ จะไม่หดหู่ไปได้เลย” โยบกำลังยอมรับพระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่าง เพื่อกระทำตามแผนการณ์ของพระองค์ เช่นกันโมเสสก็ประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่างที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับอิสราเอลสำเร็จ "พระเจ้าทรงตอบโมเสส 'พระหัตถ์ของพระเยโฮวาสั้นเกินไปหรือ ตอนนี้เจ้าจะเห็นหรือไม่ว่าสิ่งที่เราพูดจะเป็นจริงสำหรับเจ้า '

ไม่มีที่ไหนที่ฤทธิ์อำนาจทุกอย่างของพระเจ้าปรากฏเห็นได้ชัดเจนมากกว่าในการทรงสร้าง พระเจ้าตรัสว่า "จงมี... " และก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:3, 6, 9, “พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น”

คนต้องการเครื่องมือและวัสดุในการสร้าง; พระเจ้าเพียงแค่ตรัสเท่านั้น และโดยฤทธิ์อำนาจแห่งคำตรัสของพระองค์ ทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า เพลงสดุดี 33:6 “โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์” ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าก็เห็นได้ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและรักษาให้ดำรงอยู่ ทุกชีวิตบนโลกจะเสื่อมสูญไปหมด ถ้ามันไม่ใช่สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดสรรไว้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการอาหาร เสื้อผ้าและที่อยู่อาศัย ทั้งหมดมาจากทรัพยากรทดแทนใหม่อย่างยั่งยืนโดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ในฐานะผู้ทรงดูแลรักษามนุษย์และสัตว์

เพลงสดุดี 36:6 “ความชอบธรรมของพระองค์เหมือนภูเขาทั้งหลายของพระเจ้า คำพิพากษาของพระองค์เหมือนที่ลึกยิ่ง ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงช่วยมนุษย์และสัตว์ให้รอด”

ทะเลซึ่งครอบคลุมพื้นโลกมากที่สุด และเราไม่มีอำนาจชนะมันได้ มันจะปกคลุมเราถ้าพระเจ้าไม่ทรงห้ามขีดจำกัดของมัน

โยบ 38:8-11“หรือผู้ใดเอาประตูปิดทะเลไว้ เมื่อมันระเบิดออกมาดังออกมาจากครรภ์ เมื่อเราสร้างเมฆให้เป็นเสื้อ และความมืดทึบเป็นผ้าอ้อมของมัน แล้วกำหนดเขตให้มัน และวางดาลและประตู และกล่าวว่า 'เจ้าไปได้ไกลแค่นี้แหละ อย่าเลยไปอีก และคลื่นคะนองของเจ้าหยุดเพียงแค่นี่แหละ'”

พระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่าง ขยายขอบเขตไปถึงรัฐบาลและผู้นำทั้งหลายที่พระองค์ทรงรั้งให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่ง หรือปล่อยพวกเขาให้ไปตามทางของเขา ตามแผนการณ์และพระประสงค์ของพระองค์

ดาเนียล 2:21”พระองค์ทรงเปลี่ยนวาระและฤดูกาล พระองค์ทรงถอดพระราชา และทรงตั้งพระราชาขึ้นใหม่ พระองค์ทรงประทานปัญญาแก่นักปราชญ์ และทรงประทานความรู้แก่ผู้ที่มี ความรอบรู้”

ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัดเกี่ยวกับซาตานและสมุนของมัน ซาตานโจมตีโยบได้แค่ที่ถูกจำกัดให้ทำเฉพาะบางอย่างเท่านั้น มันถูกยับยั้งโดยฤทธิ์อำนาจอันไม่จำกัดของพระเจ้า

โยบ 1:12, 2:6 “และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด บรรดาสิ่งที่เขามีอยู่ก็อยู่ในอำนาจของเจ้า เพียง แต่อย่ายื่นมือแตะต้องตัวเขาเท่านั้น” ซาตานจึงออกไปจากพระพักตร์ของพระเจ้า” “และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในอำนาจของเจ้า จงไว้ชีวิตของเขาเท่านั้น”

พระเยซูทรงเตือนปีลาตว่าเขาไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ ยกเว้นแต่พระเจ้าผู้มีอำนาจทุกอย่างจะทรงอนุญาตให้กระทำได้

ยอห์น 19:11 “พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่ได้ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้แก่ท่าน เหตุฉะนั้นผู้ที่อายัดเราไว้กับท่าน จึงมีความผิดมากกว่าท่าน”

การที่ทรงมีอำนาจทุกอย่าง พระเจ้าทรงสามารถทำอะไรก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมาย ความว่าพระเจ้าทรงสูญเสียอำนาจทุกอย่างของพระองค์ เมื่อพระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างเช่น

ฮีบรู 6:18 “เพื่อว่าโดยสองประการที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (พระเจ้าจะไม่ตรัสมุสา) เราผู้ที่ได้หนีไปยึดความหวังซึ่งมีอยู่ตรงหน้า เราจึงจะได้รับการชูใจอย่างมากมาย”

ที่กล่าวดังนี้ว่าพระองค์ทรงไม่สามารถกล่าวมุสา นั่นไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงมีอำนาจที่จะกล่าวมุสา แต่ว่าพระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่กล่าวมุสา ถูกต้องตามที่พระองค์เองทรงมีศีลธรรมครบสมบูรณ์ ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าพระองค์จะทรงมีอำนาจทุกอย่างและเกลียดชังความชั่วร้าย พระองค์ทรงยอมให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้นตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ ทรงใช้เหตุการณ์ร้ายบางอย่างเพื่อเปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์ เช่นเมื่อความชั่วร้ายที่สุดทั้งหมดได้เกิดขึ้น --- การประหารพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์และบริสุทธิ์ ในการทรงไถ่โทษบาปของมนุษยชาติ

ในฐานะที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง พระเยซูคริสต์ทรงมีฤทธิ์อำนาจทุกอย่าง อำนาจของพระองค์มีให้เห็นในการอัศจรรย์ที่ทรงกระทำ – การรักษามากมายหลายครั้ง การเลี้ยงอาหารคนห้าพันคน การห้ามลมพายุให้สงบ และการแสดงฤทธิ์อำนาจสูงสุด การยกลาซารัสและลูกสาวไยรัสให้ฟื้นจากความตายเป็นตัวอย่างของการที่พระองค์ทรงควบคุมเหนือชีวิตและความตาย

มาระโก 6:30-44 “ฝ่ายอัครทูต พากันมาหาพระเยซู และได้ทูลถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำ และได้สั่งสอน แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายจงไปหาที่เปลี่ยวหยุดพักหาย เหนื่อยสักหน่อยหนึ่ง” เพราะว่ามีคนไปมาเป็นอันมากจนไม่มี เวลาว่างจะรับประทานอาหารได้ พระองค์จึงเสด็จลงเรือกับสาวกไปยังที่เปลี่ยวแต่ลำพัง คนเป็นอันมากเห็นพระองค์กับสาวกกำลังไปและจำได้ จึงพากันวิ่งออกจากบ้านเมืองทั้งปวงไปถึงก่อน ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ และพระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง พระองค์จึงทรงสั่งสอนเขาเป็นหลายข้อหลายประการ เมื่อเวลาล่วงไปเกือบจะค่ำแล้ว พวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า ‘ที่นี่กันดารอาหารนัก และบัดนี้เวลาก็เย็นลงมากแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทาน ตามบ้านไร่บ้านนาที่อยู่แถบนี้’ แต่พระองค์ตรัสตอบแก่เหล่าสาวกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” เขาทูลพระองค์ว่า ‘จะให้พวกข้าพระองค์ไปซื้ออาหารสักสองร้อยเหรียญเดนาริอัน ให้เขารับประทานหรือ’ พระองค์ตรัสตอบเขาว่า ‘พวกท่านมีขนมปังอยู่กี่ก้อน ไปดูซิ” เมื่อรู้แล้วเขาจึงทูลว่า “มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว’ พระองค์จึงตรัสสั่งคนทั้งปวง ให้นั่งรวมกันที่หญ้าสดเป็นหมู่ๆ ประชาชนก็ได้นั่งรวมกันเป็นหมู่ๆ หมู่ละร้อยคนบ้าง ห้าสิบบ้าง เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ถวายคำสาธุการแล้วหักขนมปังนั้นให้เหล่าสาวก ให้เขาแจกแก่คนทั้งปวง และปลาสองตัวนั้น พระองค์ทรงแบ่งให้ทั่วกันด้วย เขาได้กินอิ่มทุกคน ส่วนเศษขนมปังและปลาที่เหลือนั้น เขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม และในจำนวนคนที่ได้รับประทานขนมปังนั้นมีผู้ชายห้าพันคน

มาระโก 4:37-41 “และพายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น และคลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนเรือจวนจะเต็มอยู่แล้ว ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า ‘อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ’ พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลม และตรัสแก่ทะเลว่า ‘จงสงบเงียบซิ’ แล้วลมก็หยุด คลื่นก็สงบเงียบทั่วไป พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ’ ฝ่ายเขาก็เกรงกลัวนักหนา และพูดกันและกันว่า ‘ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”

ยอห์น 11:38-44 “พระเยซูทรงสะเทือนพระทัยอีก จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์นั้นเป็นถ้ำ มีหินก้อนหนึ่งวางปิดปากไว้ พระเยซูตรัสว่า ‘จงเอาหินออกเสีย’ มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว’ พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่ง ใหญ่ของพระเจ้า พวกเขาจึงเอาหินออก พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า ‘ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา’ เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียงตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ย ออกมาเถิด’ ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า ‘จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย แล้วปล่อยเขาเถิด’”

มาระโก 5:35-43 “เมื่อพระองค์ยังตรัสไม่ทันขาดคำ มีบางคนได้มาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกว่า ‘ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์ทำไมอีกเล่า’ ฝ่ายพระเยซูไม่ทรงฟังซึ่งเขาว่านั้น จึงตรัสแก่นายธรรมศาลาว่า ‘อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้นเถิด’ พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดไปด้วย เว้นแต่เปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงเรือนนายธรรมศาลาแล้ว ก็เห็นคนวุ่นวายร้องไห้คร่ำครวญเป็นอันมาก และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้ว จึงตรัสถามเขาว่า ‘ท่านทั้งหลายพากันร้องไห้วุ่นวายไปทำไม เด็กนั้นไม่ตายแต่นอนหลับอยู่’ เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์แต่เมื่อพระองค์ขับคนทั้งหลายออกไปแล้ว จึงนำบิดามารดาและสาวกสามคนที่ตามพระองค์มานั้นเข้าไปในที่ที่เด็กหญิงอยู่ พระองค์จึงจับมือเด็กหญิงนั้นตรัสว่า ‘ทาลิธา คูมิ’ แปลว่า ‘เด็กหญิงเอ๋ย เราว่าแก่เจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด’ ในทันใดนั้นเด็กหญิงนั้น ก็ลุกขึ้นเดิน เพราะว่าเด็กนั้นอายุได้สิบสองปี ในทันใดนั้นคนทั้งปวงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง พระองค์ก็กำชับห้ามเขาแข็งแรงไม่ให้บอกผู้ใดให้รู้เหตุการณ์นี้ แล้วจึงสั่งเขาให้นำอา หารมาให้เด็กนั้นรับประทาน”

ความตายเป็นเหตุผลสูงสุดที่พระเยซูเสด็จมา—เพื่อทำลายมันและนำคนบาปกลับสู่สัมพันธภาพที่ถูกต้องกับพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจที่สละพระชนม์และฤทธิ์อำนาจเพื่อที่จะทรงฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ความจริงที่พระองค์ทรงกล่าวเชิงเปรียบเทียบเมื่อทรงตรัสเรื่องพระวิหาร

1โครินธ์ 15:22 “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยว เนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น”

ฮีบรู 2:14 “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” ยอห์น 2:19 ”พระเยซูจึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า ‘ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน”

พระองค์ทรงมีอำนาจที่จะเรียกร้องให้ทูตสวรรค์สิบสองกองมาช่วยชีวิตพระองค์ระหว่างที่ทรงถูกพิจารณาคดีถ้าจำเป็น แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงยอมถ่อมพระองค์แทนที่คนอื่น ๆ

มัทธิว 26:53 “ท่านคิดว่าเราจะขอพระบิดาของเราไม่ได้หรือ และในครู่เดียวพระองค์จะประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกอง”

ฟีลิปปี 2:1-11 “เหตุฉะนั้นถ้าชีวิตในพระคริสต์อำนวยการเร้าใจประการใด ถ้ามีการหนุนใจประการใดในความรัก ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ ถ้ามีการรักใคร่เอ็นดูและเห็นอกเห็นใจประการใด ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ เพื่อเพราะพระนามนั้นทุกเข่า ในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบพระเยซู และเพื่อทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า ความลึกลับที่ยิ่งใหญ่คือว่าอำนาจนี้สามารถใช้ร่วมกันโดยผู้เชื่อที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์

2โครินธ์ 12:9 “แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความ อ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า”

ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะถูกยกขึ้นเต็มขนาดที่สุดเมื่อความอ่อนแอของเราถึงที่สุด

เอเฟซัส 3:20 “ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอ หรือคิดได้ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา”

คือเป็นอำนาจของ พระเจ้าที่ยังคงยึดเราไว้ในพระคุณ แม้เราจะมีความผิดบาป และโดยอำนาจของพระองค์เราจะถูกปกปักรักษาไว้ไม่ให้ล้มลง

2 ทิโมธี 1:12 “เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์ จนถึงวันพิพากษาได้”

ยูดา 24 “ขอพระเกียรติ พระอานุภาพ ไอศวรรย์ และศักดานุภาพ จงมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองรักษาท่านมิให้ล้ม และทรงนำท่านให้ตั้งอยู่เฉพาะพระสิริของพระองค์ ให้ปราศจากตำหนิ และมีความร่าเริงยินดี คือแด่พระเจ้าองค์เดียว พระผู้ช่วยให้รอดของเรา โดยพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆไปเป็นนิตย์ อาเมน”

ฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะถูกประกาศโดยบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ชั่วนิรันดร์กาล

วิวรณ์ 19:1 “ต่อจากนี้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้อง ว่า “อาเลลูยา ความรอด พระสิริ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเรา”

โปรดให้สิ่งนั้นเป็นคำอธิษฐานอันไม่จบสิ้นของเรา



กลับสู่หน้าภาษาไทย



มันหมายความว่าอะไรที่ว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจทุกอย่าง?