ทำไมพระเจ้าทรงเรียกร้องให้เรามีความเชื่อ?




คำถาม: ทำไมพระเจ้าทรงเรียกร้องให้เรามีความเชื่อ?

คำตอบ:
การสามัคคีธรรมของเรากับพระเจ้าจะคล้ายกับความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น ๆ ในแง่ที่ความสัมพันธ์ทั้งหลายต้องการความเชื่อ เราไม่สามารถรู้จักคนอื่นได้อย่างเต็มที่ เราไม่สามารถสัมผัสกับประสบการณ์ทั้งหมดที่เขาได้ผ่านมา ไม่สามารถเข้าไปในจิตใจของพวกเขา เพื่อจะรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร และอารมณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร

สุภาษิต 14:10 "จิตใจรู้ความขมขื่นของใจเอง และไม่มีใครอื่นมาเข้าส่วนความชื่นบานของมัน"

เราไม่สามารถแม้แต่จะรู้จักจิตใจของเราเองได้อย่างเต็มที่

เยเรมีย์ 17:9 "จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า"

อีกนัยหนึ่ง จิตใจมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น ที่ว่ามันพยายามที่จะซ่อนความชั่วร้ายอยู่ลึกๆ โดยหลอกลวงแม้กระทั่งเจ้าตัวเอง เราทำเช่นนี้โดยติเตียนหมุนเวียนกันไป ตัดสินพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง กลบเกลื่อนความบาปของเรา และอื่น ๆ

เพราะเราไม่สามารถรู้จักคนอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ ความเชื่อ (ความไว้วางใจ) เป็นส่วนประกอบสำคัญในความสัมพันธ์ทั้งหมดในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาเข้าไปนั่งในรถที่สามีของเธอกำลังขับอยู่ โดยไว้วางใจว่าเขาจะขับรถอย่างปลอดภัย แม้ว่าเขามักจะขับรถเร็วกว่าที่เธอขับบนถนนในช่วงฤดูหนาว เธอไว้ใจว่าเขากระทำดีที่สุดเพื่อพวกเขาตลอดเวลา เราทุกคนได้เล่าข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองกับคนอื่น ๆ โดยไว้วางใจว่าพวกเขาจะไม่ทรยศหักหลังเราในเรื่องที่ได้รู้นั้น เราขับรถไปตามถนน โดยไว้วางใจว่าบรรดาผู้ที่ขับรถรอบๆ เราจะปฏิบัติตามกฎจราจร ดังนั้นไม่ว่ากับคนแปลกหน้าหรือกับเพื่อนและสหายทั้งหลายที่ใกล้ชิดสนิทสนม เพราะเราไม่สามารถรู้จักคนอื่นๆ เต็มที่ ความไว้วางใจเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเรา

หากเราไม่สามารถรู้จักเพื่อนมนุษย์ที่มีขีดจำกัดอย่างเต็มที่ เราสามารถจะคาดหวังว่าจะรู้จักพระเจ้าผู้ไม่สิ้นสุดของเราอย่างเต็มที่ได้อย่างไร แม้ว่าพระองค์ทรงปรารถนาอย่างเต็มที่จะเปิดเผยพระองค์เอง มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้จักพระองค์อย่างเต็มที่ มันเป็นเหมือนการที่เราพยายามจะเทน้ำลงทะเล (ที่ดูเหมือนปริมาณจะไม่มีที่สิ้นสุด) ลงในเหยือกที่มีขีดวัดตวง (ที่จำกัด ) เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะที่เรามีความสัมพันธ์อย่างมีความหมายกับคนอื่น ๆ เราเริ่มจะไว้วางใจเพราะเรารู้จักพวกเขาและลักษณะนิสัยของพวกเขามากขึ้น ดังนั้นแหละพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยเกี่ยวกับพระองค์เองเพียงพอผ่านสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง

โรม 1:18-21 "เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอา ความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรง โปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่ พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป"

พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านพระวจนะของพระองค์ที่บันทึกไว้คือพระคัมภีร์

2 ทิโมธี 3:16-17 "พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง"

2 เปโตร 1:16-21 "เพราะว่าเมื่อเราได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบถึงฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ของเรา และการที่พระองค์จะเสด็จมานั้น เราไม่ได้คล้อยตามนิยายที่เขาแต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด แต่เราเป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์ได้ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระบิดา และพระสุรเสียงจากพระสิริอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงพระองค์ ตรัสแก่พระองค์ว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก’ เราก็ได้ยินพระสุรเสียงนี้จากสวรรค์ เพราะว่าเราได้อยู่กับพระองค์ที่ภูเขาบริสุทธิ์นั้น และเรามีคำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลายจะ ถือตามคำนั้น เพราะคำนั้นเป็นเสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างในที่มืด จนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะ ในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา" โดยทางพระบุตรของพระองค์นั้น เราได้เข้าร่วมสามัคคีธรรมอย่างมีความหมายกับพระองค์ ยอห์น 14:9 "พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘ฟิลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยัง ไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า 'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น'"

แต่สิ่งนี้เป็นไปได้ เมื่ออุปสรรคแห่งความบาปของคนได้รับการยกออกไปโดยการวางใจพระคริสต์ในสภาพบุคคล และพระราชกิจบนกางเขนที่เป็นการชดใช้บาปแทนคน นี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งแสงสว่างและความมืดจะอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ที่จะสามัคคีธรรมกับคนบาป เว้นแต่ความผิดบาปของเขาได้รับการชำระและยกออกแล้ว พระเยซูคริสต์ พระบุตรที่ไร้บาปของพระเจ้า สิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อทรงรับการลงโทษแทนเรา และทรงเปลี่ยนแปลงเราใหม่ เพื่อว่าคนที่เชื่อในพระองค์จะกลายเป็นบุตรของพระเจ้าและมีชีวิตนิรันดร์ในพระองค์

ยอห์น 1:12 "แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรง ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า"

2โครินธ์ 5:21 "เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์"

2 เปโตร 3:18 "แต่ขอท่านทั้งหลายจงเจริญขึ้นในพระคุณและในความรู้ ซึ่งมาจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ทั้งในปัจจุบันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน"

โรม 3:10-26 "ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า เขาทุกคนหลงผิดไปหมด เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี ไม่มีเลย ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่าและคำเผ็ดร้อน เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์ และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข เขาไม่เคยคิดที่จะยำเกรงพระเจ้าเลย เรารู้แล้วว่า ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ ธรรมบัญ ญัติ เพื่อปิดปากทุกคน และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนในโลกอยู่ใต้การ พิพากษาของพระเจ้า เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้า นั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซู คริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย"

เคยมีหลายครั้งในอดีตที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองให้ประชาชน "มองเห็นได้" มากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งในเรื่องนี้เป็นสมัยที่มีการอพยพออกจากอียิปต์ เมื่อพระเจ้าทรงสำแดงการทรงอารักขาของพระองค์ต่อชนชาติอิสราเอล โดยการส่งภัยพิบัติที่น่าอัศจรรย์มายังชาวอียิปต์จนกระทั่งพวกเขายินยอมที่จะปล่อยชนชาติอิสราเอลหลุดจากการเป็นทาส แล้วพระเจ้าทรงแหวกน้ำทะเลแดงออก คนอิสราเอลประมาณสองล้านคนจึงสามารถเดินทางข้ามไปได้บนดินแห้ง ครั้นแล้ว เมื่อกองทัพอียิปต์พยายามที่จะไล่ล่าพวกเขา โดยข้ามผ่านทะเลเดียวกันที่แหวกออกนั้น พวกกองทัพกลับพากันจมน้ำตายหมด

อพยพ 14:22-29 "ชนชาติอิสราเอลก็พากันเดินบนดินแห้งกลางทะเล ส่วนน้ำนั้นตั้งเป็นเหมือนกำแพงสำหรับเขา ทั้งทางขวาและทางซ้าย คนอียิปต์ก็ไล่ตามเขาเข้าไปกลางทะเล ทั้งกองม้าและราชรถ และพลม้าทั้งปวงของ ฟาโรห์ เวลาปัจฉิมยามพระเจ้า ทอดพระเนตรจากเสาเพลิงและเสาเมฆทรงเห็นพลโยธาอียิปต์ ก็ทรงบันดาลให้กองทัพอียิปต์เกิดโกลาหล พระองค์ทรงกระทำให้ล้อรถฝืดจนแล่นไปแทบไม่ไหว คนอียิปต์จึงพูดกันว่า ‘ให้เราหนีไปจากคนอิสราเอลเถิด เพราะพระเจ้าทรงต่อสู้กับคนอียิปต์แทนเขา’ ขณะนั้นพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "

จงยื่นมือออกไปเหนือทะเล เพื่อให้น้ำทะเลไหลกลับคืนมาท่วมคนอียิปต์ ทั้งรถรบและพลม้าของเขา’ โมเสสจึงยื่นมือออกไปเหนือทะเล ครั้นรุ่งเช้า ทะเลก็กลับไหลดังเก่า คนอียิปต์พากันหนีกระแสน้ำ แต่พระเจ้าทรงสลัดคนอียิปต์ลงกลางทะเล น้ำก็ท่วมพลรถและพลม้า คือพลโยธาทั้งหมดของฟาโรห์ซึ่งไล่ตามเขาเข้าไปในทะเล ไม่เหลือสักคนเดียว ฝ่ายชนชาติอิสราเอลเดินไปตามดินแห้งกลางท้องทะเล น้ำตั้งขึ้นเหมือนกำแพงสำหรับเขาทั้งทางขวาและทางซ้าย ต่อมา ในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงเลี้ยงอาหารพวกเขาอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยมานา และทรงนำเขาตอนกลางวันโดยเสาเมฆ และตอนกลางคืนโดยเสาไฟ เป็นการสำแดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับพวกเขา

อพยพ 15:14-15 "ชนชาติทั้งหลายได้ยินแล้ว ก็พากันสะทกสะท้าน ชาวประเทศฟีลิสเตียรู้สึกเสียวสยอง ครั้งนั้นพวกเจ้านายในเมืองเอโดมก็พากันหวาดกลัว และพวกหัวหน้าในเมือง โมอับก็สะทกสะท้าน ชาวเมืองคานาอันทั้งปวงก็ระส่ำระสายไป"

แต่ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยความรักของพระองค์ การทรงนำ และฤทธานุภาพ ชาวอิสราเอลยังคงปฏิเสธที่จะวางใจในพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเขาได้เข้าไปในดินแดนแห่งพระสัญญา พวกเขาได้เลือกที่จะเชื่อถือคำพูดของคนสอดแนมสิบคน ที่ทำให้พวกเขาตกใจกลัวด้วยเรื่องราวของกำแพงเมืองล้อมรอบและผู้คนร่างยักษ์ใหญ่ในแผ่นดินนั้น

กันดารวิถี 13:26-33 "เขาทั้งหลายกลับมาถึงโมเสสและอาโรน และมาถึงชุมนุมชนอิสราเอล ในถิ่นทุรกันดารปารานที่คาเดช เขาเล่าเรื่องให้ท่านทั้งสอง และบรรดาคนอิสราเอลฟัง และให้ดูผลไม้แห่งแผ่นดินนั้น เขาทั้งหลายเล่าให้โมเสสฟังว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปถึงแผ่นดิน ซึ่งท่านใช้ไป มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ที่นั่นจริง และนี่เป็นผลไม้ของเมืองนั้น แต่คนที่อยู่ในเมืองนั้นมีกำลังมาก และเมืองของเขาก็ใหญ่โตมีกำแพงล้อมรอบ นอกจากนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยังเห็นคนอานาคที่นั่นด้วย คนอามาเลขอยู่ในแผ่นดินเนเกบ คนฮิตไทต์ คนเยบุส และคนอาโมไรต์อยู่บนภูเขา คนคานาอันอาศัยอยู่ที่ริมทะเล และตามฝั่งแม่น้ำจอร์แดน’ แต่คาเลบได้ให้คนทั้งปวงเงียบต่อหน้าโมเสสกล่าวว่า ‘ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมือง นั้น เพราะพวกเรามีกำลัง สามารถที่จะเอาชัยชนะได้’ ฝ่ายคนทั้งปวงที่ขึ้นไปสอดแนมด้วยกันกล่าวว่า ‘เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้ เพราะเขามีกำลังมากกว่าเรา’ และเขาได้กล่าวร้ายเรื่องแผ่นดิน ที่เขาได้ไปสอดแนมมา เล่าให้คนอิสราเอลฟังว่า ‘แผ่นดินที่เราได้ไปสืบดูตลอดแล้วนั้น เป็นแผ่นดินที่กินคนซึ่งอยู่ในนั้น ชาวเมืองที่เราเห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่โต ที่นั่นเราเห็นคนเนฟิล (คนอานาคผู้มาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโมในสายตาของเขาก็เหมือนกัน’"

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา จึงไม่มีผลกระทบ ใดมากเกินกว่าที่เราจะไว้วางใจพระองค์ได้ ถ้าพระเจ้าต้องทรงปฏิสัมพันธ์ในลักษณะเหมือนกับคนดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้ เราจะตอบสนองไม่แตกต่างจากชาวอิสราเอล เพราะจิตใจบาปของเราเป็นเช่นเดียวกับพวกเขา

พระคัมภีร์ยังพูดถึงเวลาในอนาคตเมื่อพระคริสต์ผู้ทรงสง่าราศี จะเสด็จกลับมาครองโลก ตั้งต้นจากกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลา 1,000 ปี

วิวรณ์ 20:1-10 "แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้ และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ให้คนมาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล และคนเหล่านั้นยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชน และนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่ไฟได้ตกลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์"

ผู้คนมากขึ้นจะเกิดมาในโลกในช่วงที่พระเยซูคริสต์ทรงครองโลก พระองค์จะทรงปกครองด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรมอันสมบูรณ์ แต่ทั้งๆ ที่ทรงปกครองอย่างสมบูรณ์แบบ พระคัมภีร์ทรงระบุว่า เมื่อสิ้นสุดเวลา1,000 ปี ซาตานจะไม่มีทางระดมกองทัพกบฏต่อต้านการทรงครองของพระคริสต์ เหตุการณ์ในอนาคตในสหัสวรรษ และเหตุการณ์ที่ผ่านมาของการอพยพ สำแดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดเผยพระองค์แก่มนุษย์อย่างเพียงพอ; แต่ปัญหาอยู่ที่จิตใจบาปของมนุษย์ต่อต้านการที่พระเจ้าจะทรงครอบครองเราด้วยความรัก เรามีใจชั่วที่อยากจะปกครองตนเอง

พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติของพระองค์อย่างเพียงพอสำหรับเราที่จะสามารถไว้วางใจในพระองค์ พระองค์ได้ทรงสำแดงให้เห็นผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ฝีพระหัตถ์ในธรรมชาติและ ผ่านพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ ที่ทรงมีฤทธิ์อำนาจุกอย่าง ทรงรอบรู้ทั้งหมด พรงบริสุทธิ์ ทรงไม่เปลี่ยนแปลง และทรงนิรันดร์ และในการทรงเปิดเผยนั้น พระองค์ได้ทรงสำแดงให้เห็นว่าทรงเป็นผู้ที่สมควรที่เราจะไว้วางใจ แต่เช่นเดียวกับชาวอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร เรามีโอกาสตัดสินใจเลือกว่าเราจะวางใจในพระองค์หรือไม่ บ่อยครั้งที่เราโน้มเอียงที่จะตัดสินใจตามที่เราคิดว่าเรารู้จักพระเจ้า มากกว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยพระองค์เอง และที่เราสามารถเข้าใจพระองค์ ผ่านการศึกษาพระวจนะที่ไม่มีข้อผิดพลาดของพระองค์อย่างละเอียด คือพระคัมภีร์ หากคุณยังไม่ได้ทำเช่นนั้น จงเริ่มต้นศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียด คุณอาจจะมารู้จักพระเจ้าโดยไว้วางใจในพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ ผู้เสด็จมายังโลกเพื่อที่จะช่วยให้เรารอดจากบาป เพื่อว่าเราจะได้มีสามัคคีธรรมที่แสนสุขใจกับพระเจ้า ทั้งในปัจจุบันและเต็มที่ในสวรรค์สักวันหนึ่ง



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ทำไมพระเจ้าทรงเรียกร้องให้เรามีความเชื่อ?