ความหมายและความสำคัญของการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์คืออะไร?




คำถาม: ความหมายและความสำคัญของการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์คืออะไร?

คำตอบ:
หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นจากความตาย พระองค์ทรง " ปรากฏพระองค์ทรงพระชนม์อยู่" ต่อหน้าพวกผู้หญิงที่อยู่มาใกล้หลุมฝังศพพร้อมกับเหล่าสาวกของพระองค์ และคนอื่น ๆ มากกว่า 500 คน ในวันถัดจากวันที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์เรื่องอาณาจักรของพระเจ้า

กิจการ 1:3 “ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้วได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้นด้วยหลักฐานหลายอย่าง พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายระหว่าง สี่สิบวัน และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า”

มัทธิว 28:9-10 “ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า “จงจำเริญเถิด” หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์ พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลี จะได้พบเราที่นั่น”

ลูกา 24:36-43 “เมื่อเขาทั้งสองกำลังเล่าเหตุการณ์เหล่านั้น พระองค์เองทรงยืนอยู่ที่ท่ามกลาง ฝ่ายเขาทั้งหลายสะดุ้งตกใจกลัวคิดว่าเห็นผี พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายวุ่นวายใจทำไม เหตุไฉนความคิดสนเท่ห์จึงบังเกิดขึ้นในใจของท่านทั้งหลายเล่า จงดูมือของเราและเท้าของเราว่าเป็นเราเอง จงคลำตัวเราดู เพราะว่าผีไม่มีเนื้อและกระดูกเหมือนท่านเห็นเรามีอยู่นั้น’ ว่า เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ทรงสำแดงพระหัตถ์และพระบาทให้เขาเห็น เมื่อเขาทั้งหลายยังไม่ปลงใจเชื่อ เพราะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างเหลือเชื่อ และกำลังประหลาดใจอยู่ พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “พวกท่านมีอาหารกินที่นี่บ้างหรือ’เขาก็เอาปลาย่างชิ้นหนึ่งมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขาทั้งหลาย”

1 โครินธ์ 15:6 “ภายหลัง พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว”

สี่สิบวันหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูเสด็จไปภูเขามะกอกเทศพร้อมกับสาวกของพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม ที่นั่น พระเยซูทรงให้สัญญากับบรรดาสาวกที่ติดตามพระองค์ว่า เร็ว ๆ นี้พวกเขาจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทรงสั่งให้พวกเขารออยู่ในกรุงเยรูซาเล็มจนกว่าพระวิญญาณจะเสด็จมา แล้วพระเยซูทรงอวยพรพวกเขา และทรงพระพร ทรงเริ่มที่จะเสด็จขึ้นไปสู่สวรรค์ เรื่องราวของพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

ลูกา 24:50-51 “พระองค์จึงพาเขาออกไปถึงหมู่บ้านเบธานี และทรงยกพระหัตถ์อวยพรเขา เมื่อทรงอวยพรอยู่นั้น พระองค์จึงเสด็จจากเขา”

กิจการ 1:9-11 “เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา เมื่อเขากำลังเขม้นดูฟ้า เวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น มีสองคนสวมเสื้อขาวมายืนอยู่ข้างๆเขา สองคนนั้นกล่าวว่า ‘ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น’”

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูเป็นเรื่องจริง พระกายเสด็จกลับสู่สวรรค์ ทรง เสด็จขึ้นจากพื้นโลกอย่างช้าๆ ผู้ที่เฝ้ามองมากมายสังเกตเห็นได้ชัดเจน เมื่อพวกสาวกจับตามองที่พระเยซูอย่างเคร่งเครียดครั้งสุดท้าย มีเมฆบังซ่อนพระองค์จาก สายตาของพวกเขา และทูตสวรรค์ทั้งสององค์ปรากฏขึ้นและให้สัญญาว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีก:

การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์มีความหมายด้วยยเหตุผลหลายอย่าง:

1) เป็นสัญญาณการสิ้นสุดพระราชกิจของพระองค์ในโลก ด้วยรักพระเจ้าพระบิดาทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาในโลกที่เมืองเบธเลเฮม และตอนนี้พระบุตรกำลังจะเสด็จกลับไปหาพระบิดา ระยะเวลาที่ทรงสภาพมนุษย์เป็นอันสิ้นสุดลง

2) มีความหมายความว่าพระราชกิจของพระองค์ในโลกสำเร็จ ทุกสิ่งที่ทรงได้มาเพื่อกระทำ ทรงประสบความสำเร็จ-

3) มันเป็นเครื่องหมายของการเสด็จกลับสู่สวรรค์โดยพระสิริ พระสิริของพระเยซูได้ปรากฏในช่วงเวลาที่ทรงประทับอยู่ในโลก โดยการยกเว้นชั่วขณะที่ทรงจำแลงพระกาย (มัทธิว 17: 1-9)

4) มันเป็นสัญลักษณ์ที่พระบิดาทรงยกย่องสรรเสริญพระองค์ ทรงเป็นผู้หนึ่งที่พระบิดาทรงพอพระทัย ที่ทรงถูกรับขึ้นไปด้วยพระเกียรติและได้รับพระนามเหนือนามทั้งปวง

เอเฟซัส 1:20-23 “ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในพระคริสต์เมื่อทรงชุบให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรคสถาน สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอง เหนือศักดิเทพ เหนืออิทธิเทพ เหนือเทพอาณาจักร และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น มิใช่ในยุคนี้เท่านั้น แต่ในยุคที่จะมาถึงด้วย พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ คือซึ่งเต็มบริบูรณ์ด้วยพระองค์ ผู้ทรงอยู่เต็มทุกอย่างทุกแห่งหน”

มัทธิว 17:5 “เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด”

ฟีลิปปี 2:9 “เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์”

5) เป็นการยอมให้พระองค์ทรงจัดเตรียมสถานที่สำหรับเรา

ยอห์น 14:2 “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย”

6) แสดงให้เห็นจุดเริ่มต้นของพระราชกิจใหม่ของพระองค์ในฐานะมหาปุโรหิตและคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่

ฮีบรู 4:14-16 “เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ”

ฮีบรู 9:15 “เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเป็นผู้กลางแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกมา ได้รับมรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา เพราะการพลีชีวิตนั้นไถ่คนให้พ้นจากบาปอันเกิดใต้พันธสัญญาเดิมแล้ว”

7) มันกำหนดรูปแบบการเสด็จกลับมาของพระองค์ เมื่อพระเยซูเสด็จมาเพื่อก่อตั้งราชอาณาจักร อันที่จริงพระองค์จะเสด็จกลับมาเช่นเดียวกับที่พระองค์เสด็จไป ฝ่ายร่างกายและมองเห็นได้ชัดเจนในเมฆ

กิจการ 1:11 “สองคนนั้นกล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น”

ดาเนียล 7:13-14 “ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตกลางคืน และดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ มาพร้อม กับบรรดาเมฆของสวรรค์ และท่านมาหาผู้เจริญ ด้วยวัยวุฒินั้น เขานำท่านมาเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์

ราชอำนาจ ศักดิ์ศรี กับราช อาณาจักร เขานำมามอบไว้กับท่าน เพื่อบรรดาชนชาติ ประชาชาติ ทั้งปวง และภาษาทั้งหลาย จะปรนนิบัติท่าน ราชอาณาจักรของท่านเป็น ราชอาณาจักรนิรันดร์ ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป และแผ่นดินของท่านเป็นแผ่นดิน ซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย

มัทธิว 24:30 “เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก”

วิวรณ์ 1:7 “ดูเถิด พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวง และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์จะเห็นพระองค์ และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์จะเป็นไปอย่างนั้น อาเมน”

ปัจจุบัน องค์พระเยซูทรงประทับอยู่ในสวรรค์ บ่อยครั้งที่พระคัมภีร์แสดงภาพพระองค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดาที่ประทับอันทรงเกียรติและมีสิทธิอำนาจ

เพลงสดุดี 110:1 “พระเจ้าตรัสกับพระองค์ผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า ‘จงนั่งที่ข้างขวาของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นรองเท้า ของเจ้า’”

เอเฟซัส 1:20 “ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในพระคริสต์เมื่อทรงชุบให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรคสถาน”

ฮีบรู 8:1 “เรื่องที่เราพูดอยู่นื้มีข้อที่สำคัญคือ เรามีมหาปุโรหิตอย่างนี้ คือมหาปุโรหิตผู้ประทับเบื้องขวาพระที่นั่งแห่งพระองค์ ผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์”

พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ผู้ทรงมอบของขวัญฝ่ายจิตวิญญาณและพระผู้ทรงเติมเต็มในทุกอย่าง

โคโลสี 1:18 “พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายเพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง”

เอเฟซัส 4:7-10 “แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ เหตุฉะนั้นจึงมีพระวจนะว่า ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์ก็ทรงนำพวกเชลยไป และประทานของประทานแก่มนุษย์ (ที่กล่าวว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น จะหมายความอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปสู่เบื้องต่ำของแผ่นดินโลกแล้วด้วย องค์ผู้เสด็จลงไปนั้นก็คือพระองค์ผู้ที่เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง เพื่อจะได้สถิตอยู่ทั่วในสิ่งสารพัด)”

การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเปลี่ยนพระราชกิจในโลกของพระองค์ ไปทรงกระทำพระราชกิจในสวรรค์



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ความหมายและความสำคัญของการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์คืออะไร?