พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความโกรธ?




คำถาม: พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความโกรธ?

คำตอบ:
การจัดการความโกรธเป็นหัวข้อสำคัญ ที่ปรึกษาคริสเตียนหลายคนรายงานว่าร้อยละ 5ของคนที่เข้ามาขอคำปรึกษามีปัญหาเรื่องการจัดการกับความโกรธ ความโกรธสามารถทำลายการติดต่อสื่อสารกัน และบั่นทอนความสัมพันธ์ และมันทำลายทั้งความสุขและสุขภาพของหลายค น่าเศร้านักที่ผู้คนมักจะแสดงให้เห็นถึงความโกรธของพวกเขาแทนที่จะยอมรับความรับผิดชอบมัน ทุกคนพยายามจัดการกับความโกรธในระดับมากบ้างน้อยบ้าง ขอบคุณพระเจ้า ที่พระวจนะขอ พระเจ้ามีหลักคำสอนเกี่ยวกับวิธีจัดการกับความโกรธในลักษณะตามแบบพระเจ้า และวิธีการที่จะเอาชนะความโกรธที่เป็นบาป

ความโกรธไม่ได้เป็นบาปเสมอไป มีความโกรธประเภทที่พระคัมภีร์ยอมรับ มักจะเรียกว่า "ความขุ่นเคืองใจที่ถูกต้อง" พระเจ้าทรงพิโรธและผู้เชื่อได้รับคำสอนให้โกรธได้และอย่าทำบาป

บทเพลงสดุดี 7:11 “พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม และเป็นผู้ประทานคำพิพากษาทุกวัน”

มาระโก 3:5 “พระองค์มีพระทัยเป็นทุกข์ เพราะใจเขาแข็งกระด้างนัก และได้ทอดพระเนตรดูรอบด้วยพระพิโรธ และพระองค์ตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติ”

เอเฟซัส 4:26 “จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่”

คำภาษากรีกสองคำที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่แทนคำภาษาอังกฤษของเรา "ความโกรธ" คำหนึ่ หมายถึง "ความรักใคร่ พลัง" และอีกความหมายคือ "ใจปั่นป่วน เดือดดาล" ตามหลักพระคัมภีร์ ความโกรธเป็นพลังที่พระเจ้าทรงประทานให้ มีเจตนาที่จะช่วยให้เราแก้ปัญหา ตัวอย่างของความโกรธตามพระคัมภีร์รวมถึงการที่เปาโลเผชิญหน้ากับเปโตรเพราะการเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องของเขา

กาลาเทีย 2:11-14 “แต่เมื่อเคฟาสมาถึงอันทิโอกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆหน้า เพราะว่าท่านทำผิดแน่ ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ แต่พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต และพวกยิวคนอื่นๆก็ได้แสร้งทำตามท่าน แม้แต่บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า เขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงว่าแก่เคฟาสต่อหน้าคนทั้งปวงว่า “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิว ประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว เหตุไฉนท่านจึงบังคับคนต่างชาติให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า”

เมื่อดาวิดทรงกริ้วที่ได้ยินนาธานผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงความไม่ยุติธรรม (2 ซามูเอลบทที่ 12)

2 ซามูเอล 12:1-6 “พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า “ใเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน” ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้ และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต”

เมื่อพระเยซูทรงพิโรธต่อชาวยิวบางคนที่ได้ทำให้สถานนมัสการที่วิหารของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็มเสื่อมเสีย

ยอห์น 2:13-18 “เทศกาลปัสกาของพวกยิวใกล้เข้ามาแล้ว พระเยซูเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม นบริเวณพระวิหารพระองค์ทรงเห็นคนขายวัว ขายแกขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่ พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงิ และคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า “จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย” พวกสาพระองค์ก็ระลึกขึ้นได้ถึงคำที่เขียนไว้ว่า “ความร้อนใจในเรื่องพระนิเวศของพระองค์จะท่วมท้นข้าพระองค์” พวกยิวจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไรให้เรเหว่า ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้”

ขอให้สังเกตว่าตัวอย่างเรื่องความโกรธเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกป้องตนเอง แต่ปกป้องผู้อื่น หรือปกป้องหลักความเชื่อ

ความโกรธกลายเป็นบาปเมื่อความเห็นแก่ตัวเป็นแรงผลักดัน

ยากอบ 1:20 “เพราะว่าความโกร ของมนุษย์ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า เมื่อพระประสงค์ของพระเจ้าถูกบิดเบือน

1โครินธ์ 10:31 “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” เมื่อความโกรธถูกยอมผ่านไปก่อนอย่างไม่รีบร้อน

เอเฟซัส 4:26-27 “จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยัโกรธอยู่ และอย่าให้โอกาสแก่มาร” แทนที่จะใช้พลังที่เกิดจากความโกรธเพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ใกล้ตัว กลายเป็นคนนั้นเองที่มีปัญหา

เอเฟซัส 4:15-19 “แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน ได้จำเริเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอยืนยันและเป็นพยานในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านอย่าประพฤติอย่างคนต่างชาติที่เขาประพฤติกันนั้น คือมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ โดยที่ความคิดของเขามืดมนไป และเขาอยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า เพราะเหตุความไม่รู้เท่าถึงการซึ่งอยู่ในตัวเขา อันเนื่องจากใจที่แข็งกระด้างของเขา เขามีใจปราศจากโอตตัปปะปล่อยตัวทำการลามกและละโมบในกาม ทำการโสโครกทุกอย่าง”

นี้กล่าวได้ว่าเราต้องพูดความจริงด้วยความรักและใช้คำพูดของเราเพื่อจะเสริมสร้างคนอื่นขึ้น ไม่ยอมให้คำพูดเสื่อมเสียหรือทำลายออกจากริมฝีปากของเรา แต่น่าเสียดาย ที่นี้คำพูดที่เป็นพิษภั

เป็นลักษณะนิสัยธรรมดาของมนุษย์ที่ล้มในความบาป

โรม 3:13-14 “ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา ปากขอเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่า

และคำเผ็ดร้อน ความโกรธจะกลายเป็นบาปเมื่อยอมให้มันระเบิดออกมาโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ส่งผลให้สถานการณ์ที่เจ็บปวดเพิ่มขึ้น ทิ้งร่องรอยความหายนเหลือไว้ มักจะมีผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้

สุภาษิต 29:11 “คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่ แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ”

ความโกรธก็จะกลายเป็นบาเมื่อคนที่โกรธปฏิเสธที่จะปิดปาก ยังคุมแค้นฝังใจอยู่ หรือเก็บมันทั้งหมดไว้ภายใน

เอเฟซัส 4:26-27 “จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่ และอย่าให้โอกาสแก่มาร”

นี้อาจทำให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้าและหงุดหงิดต่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อยครั้งที่หลายสิ่งมักจะไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาพื้นฐาน เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์สอน โดยการรับรู้และยอมรับความโกรธแบบที่เห็นแก่ตัวของเรา และ หรือจัดการกับความโกรธที่เป็นบาป สุภาษิต บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา

1ยอห์น 1:9 “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”

คำสารภาพนี้ควรจะทูลต่อพระเจ้าและบอกแก่เหล่าคนที่ได้รับผลกระทบจากความโกรธของเรา เราไม่ควรย่อความบาปให้เล็กลงโดยกล่าวแก้ตัวหรือยกคำตำหนิออกไป เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์ โดยมองที่พระเจ้าในยามเกิดการทดลองนั้น นี้เป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนได้ทำบางสิ่งที่เราขัดเคืองใจ

ยากอบ 1:2-4 “ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย”

โรม 8:28-29 “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย แห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก”

ปฐมกาล 50:20 “พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก”

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บ่งชี้ความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นจอมกษัตริย์และทรงควบคุมทุกสถานการณ์ทั้งหมด รวมทั้งบุคคลที่เข้ามาในเส้นทางของเรา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงยอมให้เกิดหรืออนุญาต และอย่างที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้กล่าว พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แสนดี

บทเพลงสดุดี 145:8, 9, 17 “พระเจ้าทรงพระเมตตากรุณา ทรงกริ้วช้าและมีความรักมั่นคงอย่างอุดม พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน และความรักเอ็นดูของพระองค์มีอยู่เหนือพระราชกิจ ทั้งสิ้นของพระองค์ พระเจ้าทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์ และทรงเอ็นดูในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์ “

พระเจ้าทรงช่วยให้ทุกสิ่งในชีวิตของเราเกิดผลดีและดีต่อคนอื่น ๆ การครุ่นคิดถึงความจริงนี้ จนกระทั่งมันจะย้ายจากหัวของเราไปยังหัวใจของเรา จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราตอบสนองต่อผู้ที่ทำร้ายเรา เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์ โดยการจัดที่ว่างไว้สำหรับพระพิโรธของพระเจ้า นี้เป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของความอยุติธรรม เมื่อคน "ชั่ว" ปฏิบัติไม่ดีต่อคน "บริสุทธิ์"

ปฐมกาล 50:19 “โยเซฟจึงบอกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ”

โรม12:19 “เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว”

ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองข้อบอกเราว่าอย่าล้อเล่นกับพระเจ้า พระเจ้าทรงชอบธรรมและยุติธรรม และเราสามารถวางใจพระองค์ผู้ทรงรู้และเห็นทุกคนที่ประพฤติอย่างยุติธรรม

ปฐมกาล 18:25 “ขอพระองค์อย่าคิดที่จะกระทำเช่นนั้นเลย อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม ทำกับคนชอบธรรมอย่างเดียวกับคนอธรรม ขอพระองค์อย่าทรงทำเช่นนั้นเลย พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ”

เราสามารถจัดการกับความโกรธตามแบบพระคัมภีร์โดยไม่หันจากการทำดีไปทำความชั่ว

ปฐมกาล 50:21 “ดังนั้นพี่อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพี่ทั้งบุตรด้วย” โยเซฟพูดปลอบโยนพวกพี่น้องดังนี้ทำให้พวกเขาอุ่นใจ”

โรม 12:21 “อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี”

นี่คือกุญแจสำคัญในการแปลงความโกรธของเราให้เป็นความรัก เพราะการกระทำของเราไหลออกมาจากจิตใจของเรา ดังนั้นจิตใจของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการกระทำของเรา

มัทธิว 5:43-48 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะ ว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ

เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ” นั่นก็คือ เราสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเราที่มีต่อผู้อื่น โดยการเปลี่ยนวิธีที่เราเลือกที่จะปฎิบัติต่อบุคคลนั้น เราสามารถจัดการกับความโกรธตามพระคัมภีร์โดยการสื่อสารพูกคุยเพื่อแก้ปัญหา มีกฎพื้นฐานของการสื่อสารพูดคุยกล่าวไว้ในพระธรรมเอเฟซัส 4 ข้อ

เอเฟซัส 4:15, 25-32 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่ และอย่าให้โอกาสแก่มาร คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆ แจกให้แก่คนที่ขัดสน อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้ เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้ายกับการคิดปองร้ายทุกอย่าง จงอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น”

1) จงซื่อสัตย์และพูด เอเฟซัส 4:15, 25 “แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน” 1ผู้คนไม่สามารถอ่านจิตใจของเรา เราต้องพูดความจริงด้วยความรัก

2) จงอยู่กับปัจจุบัน เอเฟซัส 4:26-27 “จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่ และอย่าให้โอกาสแก่มาร เราต้องไม่ยอมให้เกิดสิ่งที่รบกวนใจเราจนกระทั่งเราสูญเสียการควบคุม การจัดการและร่วมกันในสิ่งที่รบกวนใจเราก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

3) จัดการที่ปัญหา ไม่ใช่ที่คน เอเฟซัส 4:29, 31 “อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้าย กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด” ตลอดบรรทัดนี้เราต้องจำสำคัญของคุมระดับเสียงของเราให้ต่ำ สุภาษิต 15:1 “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป แต่คำกักขฬะเร้าโทสะ”

4) จงกระทำไม่ใช่ตอบโต้การกระทำ เอเฟซัส 4:31-32 “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้าย กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น” เพราะเรามีธรรมชาติบาป การตอบสนองของเราจึงเป็นบาป (ข้อ31 ) ควรใช้เวลา “นับหนึ่งถึงสิบ”เพื่อตอบสนองตามแบบพระเจ้าสอน (ข้อ32 ) และเพื่อเตือนใจเราว่าควรแก้ไขจัดการกับความโกรธอย่างไรและไม่สร้างให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น สุดท้าย เราจะต้องจัดการแก้ปัญหาในส่วนของเรา กิจการ 12:18 “ครั้นรุ่งเช้าพวกทหารก็ขวัญหนีดีฝ่อมิใช่น้อย เปโตรหายไปไหนหนอ”

เราไม่สามารถควบคุมคนอื่น ๆ กระทำหรือตอบสนองต่อเราได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต้องทำในส่วนของเรา การเอาชนะอารมณ์ไม่ได้ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่โดยผ่านการอธิษฐาน ศึกษาพระคัมภีร์ และการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราสามารถเอาชนะความโกรธที่ไม่ถูกตามแบบพระเจ้าได้ เมื่อเราอาจยอมให้ความโกรธฝังยึดมั่นในชีวิตเราโดยการประพฤติเป็นนิสัย เราก็ต้องฝึกการตอบสนองอย่างถูกต้อง จนกว่ามันจะติดเป็นนิสัยเอง



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับความโกรธ?