พระธรรมยอห์น 3 :5สอนว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอดหรือ?




คำถาม: พระธรรมยอห์น 3 :5สอนว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอดหรือ?

คำตอบ:
จะเป็นข้อพระคัมภีร์ข้อเดียวหรือตอนเดียว เราหยั่งรู้ถึงสิ่งที่สอนโดยตอนแรกกลั่นกรองมันผ่านสิ่งที่เรารู้ว่าพระคัมภีร์สอนเรื่องใกล้จะถึง ในกรณีของบัพติสมาและความรอด พระคัมภีร์สอนชัดเจนว่าความรอดได้มาเพราะพระคุณโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่โดยการกระทำใด ๆ รวมทั้งการรับบัพติสมา

เอเฟซัส 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้”

ดังนั้น การตีความใด ๆ ซึ่งสรุปว่า การรับบัพติสมาหรือการกระทำอื่นใด เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความรอด เป็นการตีความที่ผิดพลาด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดอ่านที่เว็บเพจของเราเรื่อง “ความรอดได้มาโดยความเชื่อ เท่านั้น หรือความเชื่อพร้อมกับการประพฤติ”

ยอห์น 3:3-7 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ” พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่”

เมื่อเริ่มพิจารณาพระธรรมตอนนี้ สิ่งแรกที่สำคัญให้สังเกตว่าไม่มีที่ไหนในบริบทที่กล่าวถึงบัพติสมา ในขณะที่บัพติสมาถูกกล่าวถึงในบทนี้ภายหลัง

ยอห์น 3:22-30 “หลังจากนั้น พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์ และทรงประทับที่นั่นกับเขา และทรงให้บัพติสมา ยอห์นก็ให้บัพติสมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม เพราะที่นั่นมีน้ำมาก และผู้คนก็พากันมารับบัพติสมา เพราะยอห์นยังไม่ติดคุก เกิดการโต้เถียงกันขึ้น ระหว่างสาวกของยอห์นและยิวผู้หนึ่ง เรื่องการชำระมลทิน สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า ‘อาจารย์เจ้าข้า ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น นี่แน่ะ ท่านผู้นั้นให้บัพติสมา และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน’ . ยอห์นตอบว่า ‘ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้พูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์ แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์ ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง”

นั่นคือเป็นสถานที่ตั้งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (แคว้นยูเดียแทนกรุงเยรูซาเล็ม) และ ในเวลาที่แตกต่างจากการอภิปรายกับนิโคเดมัส นี่อย่าบอกว่า นิโคเดมัสไม่คุ้นเคยกับบัพติสมา ทั้งจากพิธีบัพติสมาแบบยิวให้แก่คนต่างชาติที่กลับใจมานับถือลัทธิยูดาย หรือจากการทำพันธกิจของยอห์น อย่างไรก็ตาม เพียงแค่อ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ในบริบท ไม่ทำให้คนใดมีเหตุผลที่จะทึกทักเอาว่าพระเยซูกำลังตรัสถึงบัพติสมา ถ้าคนนั้นไม่ได้หวังที่จะอ่านข้อคิดเห็นที่เสนอไว้ก่อนในเนื้อหาพระธรรมหรือหลักศาสนศาสตร์ การตีความบัพติสมาเกินจากที่อ่านข้อพระคัมภีร์นี้ด้วยตัวเอง เพียงเพราะว่ามันระบุว่า “น้ำ” ไม่มีเหตุผลเลย

บรรดาผู้ที่ยึดถือว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด อธิบายว่า “เกิดจากน้ำ” เป็นหลักฐาน ดังที่คนหนึ่งได้บอกว่า “พระเยซูทรงบรรยายสิ่งนี้และบอกเขาเรียบง่ายโดยวิธี—โดยการบังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ” นี่คือคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบของบัพติสมา! พระเยซูไม่ได้ทรงให้คำอธิบายที่ละเอียดกว่าและถูกต้องกว่านี้เรื่องบัพติสมา” อย่างไรก็ตาม พระเยซูจริงๆแล้วทรงต้องการตรัสว่า คนเราต้องรับบัพติสมาเพื่อจะรอดงั้นหรือ พระองค์อาจได้ตรัสอย่างเรียบง่ายว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้าไม่ได้” ยิ่งกว่านั้น หากพระเยซูได้ทรงตรัสประโยคนั้น พระองค์ต้องทรงขัดแย้งกับพระคัมภีร์หลายตอนอื่น ๆ มากมาย ที่กล่าวชัดเจนว่าความรอดได้มาโดยความเชื่อ

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

ยอห์น 3:36 “ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา”

เอเฟซัส 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้”

ทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

ยิ่งกว่านั้นเราไม่ควรเมินมองความจริงที่ว่า เมื่อพระเยซูกำลังตรัสกับนิโคเดมัส พิธีบัพติสมาคริสเตียนยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันในการตีความพระคัมภีร์นี้ พบได้เมื่อคนหนึ่งถามบรรดาผู้เชื่อว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด ทำไมโจรบนกางเขนไม่จำเป็นต้องได้รับบัพติสมาก็รอดได้ คำตอบที่พบบ่อยสำหรับคำถามนั้นคือ “โจรบนกางเขนยังคงอยู่ในพันธสัญญาเดิมและดังนั้นไม่จำเป็นต้องรับบัพติสมา เขารอดได้เหมือนคนอื่นใดภายใต้พันธสัญญาเดิม” ดังนั้น ในสาระสำคัญ ผู้คนแบบเดียวกันที่บอกว่า โจรคนนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับบัพติสมาเพราะเขาอยู่ “ภายใต้พันธสัญญาเดิม” จะใช้พระธรรมยอห์น 3:5 เป็น “การพิสูจน์” ว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด พวกเขายืนกรานว่า พระเยซูกำลังตรัสกับนิโคเดมัสว่า เขาต้องรับบัพติสมาเพื่อจะรอดได้ ถึงแม้ว่าเขายังอยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิมด้วยก็ตาม ถ้าโจรบนกางเขนรอดได้โดยไม่ได้รับบัพติสมา (เพราะเขาอยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิม) ทำไมพระเยซูทรงตรัสกับนิโคเดมัส (ผู้อยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิม) ว่าเขาจำเป็นต้องรับบัพติสมาล่ะ

ถ้า “การบังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ” ไม่ได้หมายถึงบัพติสมา แล้วมันหมายความว่าอะไร ตามธรรมเนียมปฏิบัติ มีคำแปลความหมายวลีนี้สองอย่าง อย่างแรกก็คือว่าการ “บังเกิดใหม่จากน้ำ” พระเยซูทรงใช้เพื่อหมายถึงการเกิดตามธรรมชาติ (โดยน้ำที่เล็งถึงน้ำคร่ำที่หุ้มห่อทารกในครรภ์) และการเกิดจากพระวิญญาณแสดงถึงการเกิดฝ่ายวิญญาณขณะที่แน่นอนว่านั่นเป็นการตีความที่เป็นไปได้ของคำว่า “บังเกิดใหม่ด้วยน้ำ” และดูเหมือนจะเหมาะกับเนื้อเรื่องที่นิโคเดมัสมีคำถามเกี่ยวกับคนเราสามารถเกิดใหม่ได้อย่างไร “เมื่อเขาแก่ชราแล้ว” มันไม่ใช่เป็นคำตีความที่ดีที่สุดที่ได้จากพระธรรมตอนนี้ ในที่สุด พระเยซูไม่ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการเกิดตามธรรมชาติและเกิดฝ่ายวิญญาณ สิ่งที่ทรงกระทำคือการอธิบายให้นิโคเดมัสเห็นความจำเป็นที่เขาต้อง “บังเกิดใหม่จากเบื้องบน” หรือ “บังเกิดใหม่อีกครั้ง”

การตีความหมายธรรมดาที่สองของพระธรรมตอนนี้ และความหมายที่เหมาะที่สุดกับบริบทโดยรวม ไม่เพียงแต่พระธรรมตอนนี้ แต่ของพระคัมภีร์ทั้งหมด คือคนที่เห็นวลี “ บังเกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณ” บรรยายทั้งด้านที่แตกต่างกันของการเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณเหมือนกัน หรือสิ่งที่หมายความว่า “บังเกิดใหม่อีกครั้ง” หรือ “บังเกิดใหม่จากเบื้องบน” ดังนั้นเมื่อพระเยซูทรงบอกนิโคเดมัสว่าเขาจะต้อง“บังเกิดใหม่ด้วน้ำและพระวิญญาณ” ไม่ได้ทรงหมายถึงน้ำแท้จริง (ตัวอย่าง บัพติสมาหรือน้ำคร่ำหุ้มห่อทารกในครรภ์) แต่ทรงหมายถึงความจำเป็นต้องชำระฝ่ายวิญญาณหรือการมีชีวิตใหม่

เพลงสดุดี 51:2,7 “ขอทรงล้างข้าพระองค์จากความบาปผิดให้หมดสิ้น และทรงชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์ ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบ ข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะ”

เอเสเคียล 36:25 “เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า” ตลอดพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ น้ำมักถูกใช้ในเชิงเปรียบภาพของการชำระฝ่ายวิญญาณหรือการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยทางพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่รับความรอด

ยอห์น 13:10 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน”

ยอห์น 15:3 “ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน”

1โครินธ์ 6:1 “แต่ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น แต่ท่านได้รับการชำระแล้วได้รับการทำให้บริสุทธิ์แล้ว ได้รับการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า และพระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเรา”

ฮีบรู 10:22 “ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์”

เอเฟซัส 5:26 “เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ”

ทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

การศึกษาพระคัมภีร์ประจำวันบาร์คเลย์อธิบายหลักการอย่างนี้ “ มีความคิดสองแบบคือ” น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการทำความสะอาด เมื่อพระเยซูทรงครอบครองชีวิตของเรา เมื่อเรารักพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของเรา ความบาปในอดีตของเราได้รับการอภัยและลืมไปแล้ว พระวิญญาณเป็นสัญลักษณ์ของฤทธิ์อำนาจ เมื่อพระเยซูทรงครอบครองชีวิตของเรา ไม่เพียงแต่อดีตที่ผ่านมาจะถูกลืมและให้อภัย; หากทุกอย่างพ้นไป เราอาจทำสิ่งสกปรกในชีวิตต่อไปอีก แต่ภายในชีวิตนั้นมีฤทธิ์อำนาจใหม่เข้ามา ซึ่งช่วยให้เราสามารถจะเป็นอะไรโดยตัวเราเองที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน และจะทำในสิ่งใดโดยตัวเราเองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน น้ำและพระวิญญาณหมายถึงการชำระให้สะอาด และฤทธิ์อำนาจเสริมสร้างของพระคริสต์ ซึ่งชำระอดีตที่ผ่านมาและให้มีชัยชนะในอนาคต”

ฉะนั้น “น้ำ”ที่กล่วถึงในพระคัมภีร์ข้อนี้ ไม่ใช่น้ำตามสสารที่เป็นจริง แต่เป็น “น้ำแห่งชีวิต”แทน

ยอห์น 4:10 “พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า”

ยอห์น 7:37-39 “ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า ‘ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า 'แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’ สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ”

พระเยซูทรงสัญญากับผู้หญิงที่บ่อน้ำและผู้คนในกรุงเยรูซาเล็ม มันเป็นเรื่องการชำระให้บริสุทธิ์ภายใน และการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณออกไปยังคนบาปที่ตายแล้ว

เอเสเคียล 36:25-27 “เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุ จิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และให้รักษากฎหมายของเราและกระทำตาม”

ทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” พระเยซูทรงสนับสนุนความจริงข้อนี้ เมื่อทรงตรัสว่าคนเราจะต้องเกิดใหม่อีกครั้ง และตรัสว่าชีวิตที่เกิดใหม่นี้สามารถเกิดได้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น ยอห์น 3:7-8 “อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่ ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”

มีเหตุผลหลายประการว่า ทำไมนี่คือการตีความที่ถูกต้องของวลี “บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ” ประการแรก เราควรทราบว่าคำภาษากรีกแปลว่า “อีกครั้ง” มีความหมายพอใช้ได้สองคำ คำแรกคือ “อีกครั้ง” และคำที่สองคือ “จากเบื้องบน” ปรากฏว่านิโคเดมัส คาดเดาความหมายแรก “อีกครั้ง” และพบว่าแนวคิดนี้ไม่สามารถเข้าใจได้ นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่สามารถเข้าใจ ว่าผู้ใหญ่จะกลับเข้าสู่ครรภ์มารดาของเขาได้อย่างไร และกายจะเกิดใหม่อีกครั้งอย่างไร ดังนั้น พระเยซูทรงย้ำอีกว่า สิ่งที่ทรงตรัสแก่นิโคเดมัส เป็นอีกแนวทางที่ต่างกัน เพื่อว่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าทรงหมายถึงการ “บังเกิดจากเบื้องบน” ในอีกนัยหนึ่ง ทั้ง “บังเกิดจากเบื้งบน” และ “บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ” เป็นสองด้านที่พูดเรื่องเดียวกัน

ประการที่สอง มันสำคัญที่จะทราบ ไวยากรณ์ภาษากรีกในข้อนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกความคิดว่า“บังเกิดจากน้ำ” และ “บังเกิดจากพระวิญญาณ” เป็นเรื่องเดียวไม่ใช่สองอย่าง ดังนั้น ไม่ได้เป็นการพูดถึงการเกิดแตกต่างกันสองอย่าง เหมือนนิโคเดมัสคิดอย่างไม่ถูกต้อง แต่การบังเกิดแบบหนึ่งที่ นั่นคือ “บังเกิดจากเบื้องบน” หรือบังเกิดฝ่ายวิญญาณ นั่นจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ “เห็นแผ่นดินของพระเจ้า” ความจำเป็นในการที่คนเราต้อง “บังเกิดใหม่อีกครั้ง” หรือมีประสบการณ์เกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ สำคัญมากเสียจนพระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสถึงความจำเป็นนี้สามครั้งต่างกันในพระธรรมคัมภีร์ตอนนี้

ยอห์น 3:3, 5, 7 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้’ พระเยซูตรัสว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้’ อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่”

ประการที่สาม น้ำมักจะใช้เป็นสัญลักษณ์ในพระคัมภีร์ เพื่ออ้างถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการชำระผู้เชื่อให้สะอาด โดยพระเจ้าทรงชำระให้ใจหรือจิตวิญญาณของผู้เชื่อบริสุทธิ์ ในหลายแห่งทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เปรียบเทียบกับน้ำ

อิสยาห์ 44:3 “เพราะเราจะเทน้ำลงบนแผ่นดินที่กระหาย และลำธารลงบนดินแห้ง เราจะเทวิญญาณของเราเหนือเชื้อสายของเจ้า และพรของเราเหนือลูกหลานของเจ้า”

ยอห์น 7:38-39 “ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า 'แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น' สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ”

ยอห์น 3:10 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ”

พระเยซูทรงตำหนินิโคเดมัส นี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสกับเขาเป็นบางสิ่งที่นิโคเดมัสควรจะได้รู้จักและเข้าใจจากพันธสัญญาเดิม มันคืออะไรที่นิโคเดมัส ในฐานะที่เป็นครูสอนพันธสัญญาเดิม ควรจะได้รู้จักและเข้าใจ มันคือว่า ที่พระเจ้าทรงให้สัญญาในพันธสัญญาเดิม ว่าเวลาที่พระองค์เสด็จมาใกล้จะมาถึง พระเยซูทรงตำหนินิโคเดมัส เพราะเขาไม่สามรถระลึกได้และไม่เข้าใจเนื้อหาพระธรรมตอนสำคัญในพันธสัญญาเดิมที่เกี่ยวข้องกับพันธสัญญาใหม่

เยเรมีย์ 31:33 “แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับ ประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา” นิโคเดมัควรจะได้คาดหวังเรื่องนี้ ทำไมพระเยซูได้ทรงตำหนินิโคเดมัสที่เขาไม่เข้าใจบัพติสมา คิดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีที่ไหนที่กล่าวถึงบัพติสมาในพันธสัญญาเดิม

ในขณะที่พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่าบัพติสมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรอด เราควรจะต้องระวังไม่เพิกเฉยความสำคัญของบัพติสมา บัพติสมาเป็นหมายสำคัญหรือสัญลักษณ์สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งบังเกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ควรลดหรือย่นย่อความสำคัญของบัพติสมาลง อย่างไรก็ตาม บัพติสมาไม่ได้ช่วยให้เรารอด สิ่งที่ช่วยให้เรารอดเป็นการทรงชำระโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเราบังเกิดใหม่อีกครั้งและถูกสร้างใหม่โดยพระองค์

ทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระธรรมยอห์น 3 :5สอนว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอดหรือ?