คริสเตียนควรทำประกันไหม?




คำถาม: คริสเตียนควรทำประกันไหม?

คำตอบ:
คริสเตียนมักจะพยายามสอบถามว่า ทำประกันดีหรือไม่ และหากทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อหรือไม่ นี่คือการดิ้นรนด้านสุขภาพ และผู้เชื่อจำเป็นต้องตรวจสอบข้อพระคัมภีร์และตามให้ทันกับคำตอบที่พวกเขาสามารถต่อสู้ปกป้องตัวตามหลักพระคัมภีร์ประการแรก ให้เราเห็นด้วยยอมรับว่าพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงการประกันอย่างเจาะจง . ถ้าบางสิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะเจาะจงในพระวจนะของพระเจ้า ถ้างั้นเราก็ต้องคัดออกมาจากหลักการและคำสอนเรื่องคำพยานทั้งหมดในพระคัมภีร์ หลังจากเก็บตกหลักความเชื่อตามพระคัมภีร์ที่ใช้ปฏิบัติได้ทั้งหมด ผู้เชื่อที่แตกต่างกันอาจจะเกิดความเชื่อส่วนบุคคลที่แตกต่างกันโรมบทที่ 14 กล่าวว่าสถานการณ์นั้นๆ เรียกร้องให้เคารพความเชื่อของผู้อื่น ในบทเดียวกันบอกว่าผู้เชื่อมีความรับผิดชอบที่จะตัดสินใจของเขาเอง

โรม 14:5 “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด."

ถ้อยคำของเนื้อหาที่แสดงให้เห็นว่าเราจะต้องทำการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างละเอียด แล้วต่อจากนั้นก่อให้เกิดความเชื่อส่วนบุคคลต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ข้อสุดท้ายของบทเดียวกันระบุว่า ไม่ว่าสิ่งใดที่เราตัดสินใจจะต้องสำแดงด้วยความเชื่อ นี่คือหลักการพระคัมภีร์บางตอนที่ให้คำแนะนำแก่เรา เราต้องเชื่อฟังผู้มีสิทธิอำนาจหน้าที่ปกครองเรา ดังนั้น หากกฎหมายรียกร้องให้เราต้องทำประกัน เช่นประกันรถยนต์ เราก็จะต้องปฏิบัติตาม เราจะต้องดูแลเอาใจใส่ครอบครัวของเรา ดังนั้น เราจึงควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในอนาคตของครอบครัวของเรา. นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงการเตรียมความพร้อม ไว้สำหรับการตายแบบที่ไม่พึงประสงค์และการตายที่ไม่คาดเดาได้ล่วงหน้าของพ่อแม่ผู้ปกครอง

การประกันชีวิตสามารถมองได้ว่าขาดความเชื่อ ความรักเงิน การวางแผนอย่างรอบคอบ หรือบางทีก็เป็นการจัดการกองทุนการเงินที่ฉลาด เงื่อนไขของแต่ละคนและความเชื่อมั่นอาจแตกต่างกันในพื้นที่เหล่านี้ แน่นอนพระเจ้าทรงสนับสนุนการวางแผนล่วงหน้า เรื่องราวของโยเซฟและการวางแผนที่ชาญฉลาดของเขา ไม่ได้ช่วยชีวิตเฉพาะชนชาติอียิปต์ แต่ยังได้ช่วยชนชาติอิสราเอลและเชื้อสายของพระคริสต์ (ปฐมกาลบทที่ 41)

ปฐมกาล 41:29-36 “จะมีอาหารบริบูรณ์ทั่วประเทศอียิปต์ถึงเจ็ดปี หลังจากนั้นจะบังเกิดการกันดารอาหารอีกเจ็ดปี จนประชาชนจะลืมความ อุดมสมบูรณ์ในประเทศอียิปต์เสีย การกันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน เพราะการกันดารอาหารที่เกิดขึ้นตามมานี้ ประชาชนจึงจำความอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดินไม่ได้ ด้วยว่าการกันดารอาหารนั้นรุนแรงนัก ที่ฟาโรห์สุบินสองครั้งนั้น ก็หมายว่าสิ่งนั้นพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดในเร็วๆนี้ เพราะฉะนั้นขอฟาโรห์เลือกคนที่มีความคิดดี มีปัญญา ตั้งให้ดูแลประเทศอียิปต์ ขอฟาโรห์ทำดังนี้คือจัดพนักงานไว้ทั่วแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนแห่งประเทศอียิปต์ไว้ ตลอดเจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์นั้น

ให้คนเหล่านั้นเก็บอาหารในปีที่อุดมเหล่านั้น ซึ่งจะมาถึงนั้นไว้ และสะสมข้าวด้วยอำนาจของฟาโรห์ไว้เป็นอาหารในหัวเมือง และให้เขาตุนไว้ อาหารนี้จะได้เป็นเสบียงสำรองในแผ่นดินระหว่างเจ็ดปี ที่กันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ ดังนี้แผ่นดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะกันดารอาหาร” บรรทัดล่างคือเราต้องศึกษาพระวจนะของพระเจ้า และร้องเรียกหาพระองค์ ทูลถามสิ่งที่ทรงอยากจะให้เราทำในเรื่องนี้และทุกเรื่องราวในชีวิต

ฮีบรู 11: 6 ระบุว่า ถ้าปราศจากความเชื่อ เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงโปรด

ฮีบรู 11:6 “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์”

นี่คือคำถามที่แท้จริง: "พระบิดาของเราในสวรรค์จะทรงโปรดสิ่งนี้ไหม"ข้อพระคัมภีร์อีกข้อที่จะต้องพิจารณาก็คือ ยากอบ 4:17 ซึ่งจะทำให้เข้าใจชัดเจนว่า ถ้าเรามีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีเราจะต้องทำ มิฉะนั้นก็เท่ากับเราทำบาป

ยากอบ 4:17 “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป”

ข้อพระคัมภีร์อีกข้อที่กล่าวเรื่องนี้ก็คือ 1 ทิโมธี 5: 8 ที่ระบุว่า ถ้าเราต้องการรับใช้คนอื่นๆ เราควรจะเริ่มต้นกับครอบครัวของเราเอง

1 ทิโมธี 5:8. “ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก.

การประกันสามารถเป็นเครื่องมือที่ดีและเหมาะสมที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายเหล่านี้



กลับสู่หน้าภาษาไทย



คริสเตียนควรทำประกันไหม?