คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าหรือ ?




คำถาม: คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าหรือ ?

คำตอบ:
ตรงข้ามกับการกล่าวอ้างของพวกเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า และพวกนอสติคหลายศตวรรษมาแล้ว ที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ โดยปราศจากพระเจ้า มนุษย์ สามารถดำรงชีวิตอยู่แบบตายไปโดยต้องยอมรับพระเจ้า แต่ไม่ใช่โดยไม่มี ความจริงเรื่องพระเจ้า

ในฐานะที่เป็นพระ ผู้สร้าง พระเจ้าทรงให้กำเนิดชีวิตมนุษย์

เพื่อจะบอกว่าคนสามารถอยู่ห่างจากพระเจ้าคือการบอกว่านาฬิกาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีช่าง นาฬิกาหรือเรื่องราวสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้เล่า เราเป็นหนี้ชีวิตเราต่อพระเจ้าซึ่งเราถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระองค์ ปฐมกาล 1:27 “พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” การดำรงอยู่ของเราขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ว่าเราจะยอมรับการดำรงอยู่ของพระองค์หรือไม่

ในฐานะที่เป็น ผู้ค้ำจุน พระเจ้าทรงประทานชีวิตให้เสมอ

เพลงสดุดี 104:10-32 “พระองค์ทรงกระทำให้น้ำพุพลุ่งขึ้นมาในหุบเขา น้ำนั้นก็ไหลไประหว่างเขา

ให้บรรดาสัตว์ป่าได้ดื่ม และให้ลาป่าดับความกระหายของมัน ที่ริมน้ำนั้น นกในอากาศจึงได้มีที่อาศัย มันร้องอยู่ท่ามกลางกิ่งไม้ พระองค์ทรงรดภูเขาจากที่ประทับอันสูงของพระองค์ แผ่นดินโลกก็อิ่มด้วยผลพระราชกิจของพระองค์

พระองค์ทรงให้หญ้างอกมาเพื่อสัตว์เลี้ยง และผัก ให้มนุษย์ได้ดูแล เพื่อเขาจะทำให้เกิดอาหารจากแผ่นดิน และเหล้าองุ่น ซึ่งให้ใจมนุษย์ยินดี น้ำมัน เพื่อทำให้หน้าของเขาทอแสง และขนมปัง ซึ่งเสริมกำลังใจมนุษย์ บรรดาต้นไม้ของพระเจ้าได้อิ่มหนำ คือต้นสนสีดาร์แห่งเลบานอน ซึ่งพระองค์ได้ทรงปลูกไว้ นกสร้างรังของมันอยู่ในนั้น ส่วนนกยางนั้น ต้นสนสามใบ เป็นบ้านของมัน ภูเขาสูงนั้นเป็นของเลียงผา หินเป็นที่ลี้ภัยของตัวกระจงผา พระองค์ทรงจัดตั้งดวงจันทร์ให้กำหนดฤดู ดวงอาทิตย์รู้จักเวลาตกของมัน พระองค์ทรงให้เกิดความมืดและเป็นกลางคืน เป็นสัตว์ของป่าไม้คลานออกมา สิงห์หนุ่มคำรามหาเหยื่อของมัน และแสวงหาอาหารของมันจากพระเจ้า เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ไปเสีย ไปนอนอยู่ในที่ของมัน มนุษย์ก็ออกไปทำงานของเขา ไปทำภารกิจของเขาจนเวลาเย็น ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่

กำปั่นแล่นไปโน่นแน่ะ และ เลวีอาธานที่พระองค์ สร้างไว้ให้เล่นในนั้น สิ่งเหล่านี้แหงนหาพระองค์ เพื่อให้พระองค์ประทานอาหารแก่มันตามเวลา เมื่อพระองค์ประทานให้ มันก็เก็บไป เมื่อพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออก มันก็อิ่มหนำด้วยของดี เมื่อพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์เสีย มันทั้งหลายก็ลำบากใจ เมื่อพระองค์ทรงเอาลมหายใจมันไปเสีย มันก็ตาย และกลับเป็นผงคลี

เมื่อพระองค์ทรงส่งวิญญาณของพระองค์ออกไป มัน ก็ถูกสร้างขึ้นมา และพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าของพื้นดินเสียใหม่ ขอพระสิริของพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์ ขอพระเจ้าทรงเปรมปรีดิ์ในบรรดา พระราชกิจของพระองค์ ผู้ทรงทอดพระเนตรโลก มันก็สั่นสะท้าน ผู้ทรงแตะต้องภูเขา มันก็มีควันขึ้นมา พระองค์ทรงเป็นชีวิต และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดจะอยู่ใต้ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์

ยอห์น 14:6 “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ข้าพระองค์เป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางข้าพระองค์”

โคโลสี 1:17 “พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” แม้ผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้าได้รับการสนับสนุนค้ำจุนจากพระองค์

มัทธิว 5:45 “ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม” ที่จะคิดว่าคนสามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า คือการสมมุติว่าดอกทานตะวันยังคงสามารถ อยู่ได้โดยปราศจากแสงสว่าง หรือกุหลาบปราศจากน้ำหล่อเลี้ยง

ในฐานะที่เป็นพระ ผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงประทานชีวิต นิรันดร์แก่เหล่าคนที่เชื่อ

ในพระคริสต์มีชีวิตซึ่งเป็นความสว่างของมนุษย์ ยอห์น 1:4 “พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์” พระเยซูเสด็จมาเพื่อเราจะมีชีวิต "และมีชีวิตเต็มบริบูรณ์"

ยอห์น 10:10 “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” ทุกคนที่ ไว้วางใจในพระองค์ได้รับพระสัญญาชีวิตนิรันดร์ในพระองค์ ยอห์น 3:16 “ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” เพราะคนที่จะมีชีวิต—อยู่อย่างแท้จริง—เขาจะต้องรู้จักพระคริสต์ ยอห์น 17:3 “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา”

ปราศจากพระเจ้า คนมีชีวิตฝ่ายร่างกายเท่านั้น

พระเจ้าทรงเตือนอาดัมและ อีฟว่า ในวันที่พวกเขา ปฏิเสธพระองค์ พวกเขาจะ "ตายแน่นอน"

ปฐมกาล 2:17 “เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” อย่างที่เรารู้ว่า พวกเขาก็ไม่เชื่อฟัง แต่พวกเขาไม่ได้ตายทางร่างกายในวันนั้น พวกเขาตายฝ่ายจิตวิญญาณต่างหาก บางสิ่งบางอย่างในพวกเขาตายไป—ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ที่พวกเขาได้รู้จัก การเข้ามีส่วนกับพระเจ้า เสรีภาพชื่นชมยินดีในพระองค์ ความไม่มีมลทินและความบริสุทธิ์ฝ่ายจิตวิญญาณ--มันก็หายไป ทั้งหมด อดัม ผู้ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อมีชีวิตและสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ถูกแช่งสาป ด้วยการดำรงอยู่ ฝ่ายเนื้อหนังทั้งสิ้น

สิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะให้ไปจากดินไปถึงพระสิริ ในขณะนี้คือการไปจากดินกลับไปสู่ดิน

เช่นเดียวกับอดัม คนที่ไม่มีพระเจ้าวันนี้ยังคงเคลื่อนไหวทำสิ่งต่างๆโดยมีชีวิตอยู่ในโลก

บุคคลเช่นนั้นอาจดูเหมือนจะมีความสุข ในที่สุดทุกคนมี ความสุข และเพลิดเพลินในชีวิตนี้

แต่ความสุข และความเพลิดเพลินไม่สามารถได้รับอย่างเต็มที่โดยปราศจากการติดสนิทกับ

พระเจ้า บางคนที่ปฏิเสธพระเจ้าผู้ได้ใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน และสนุกสนาน ยอมใฝ่หาสิ่งฝ่ายเนื้อหนังเพื่อให้ดำรงอยู่อย่างพอใจ และไม่ห่วงสิ่งใด พระคัมภีร์กล่าวว่า มีความยินดีในระดับหนึ่งต่อการอยู่ในบาป ฮีบรู 11:25 “ท่านเลือกการร่วมทุกข์กับชนชาติของพระเจ้าแทนการเริงสำราญในความชั่ว” ปัญหาก็คือว่ามันเป็นเพียงชั่วคราว ชีวิตในโลกนี้สั้นนัก เพลงสดุดี 90:3-12 “พระองค์ทรงให้มนุษย์กลับเป็นผงคลี และตรัสว่า “ลูกหลานของมนุษย์เอ๋ย จงกลับเถิด” เพราะพันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน พระองค์ทรงกวาดมนุษย์ไปเสีย เขาเป็นเหมือนความฝัน เหมือนหญ้าที่งอกขึ้นใหม่ในเวลาเช้า

ในเวลาเช้ามันก็บานออกและขึ้นใหญ่ ครั้นเวลาเย็นก็ร่วงโรยและเหี่ยวไป เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายถูกความกริ้วของพระองค์ผลาญเสีย ข้าพระองค์ก็เดือดร้อนเพราะพระพิโรธของพระองค์

พระองค์ทรงตั้งความผิดบาปของ ข้าพระองค์ไว้ต่อพระพักตร์พระองค์ ทรงตั้งบาปลับๆของข้าพระองค์ไว้ ในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์ วันทั้งปวงของข้าพระองค์ทั้งหลายสิ้นไปใต้พระพิโรธ ของพระองค์ กำหนดปีของข้าพระองค์สิ้นสุดลงอย่างเสียงถอนหายใจ กำหนดปีของข้าพระองค์คือเจ็ดสิบ หรือสุดแต่เรื่องกำลัง ก็ถึงแปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความลำบาก ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป ผู้ใดจะทราบถึงฤทธิ์ความกริ้วของพระองค์

และพระพิโรธของพระองค์ตามความเกรงกลัวพระองค์ ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” ไม่ช้าก็เร็ว คนเจ้าสำราญเช่นบุตรน้อยหลงหายในคำอุปมา พบว่าความสุขทางโลกเป็นของไม่ยั่งยืน ลูกา 15:13-15 “ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทรัพย์ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง

เมื่อใช้ทรัพย์หมดแล้วก็เกิดกันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น เขาจึงขัดสน เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง และคนนั้นก็ใช้เขาไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา” ไม่ใช่ทุกคนที่ปฏิเสธพระเจ้าเป็นผู้แสวงหาความสุขที่ว่างเปล่า อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอดหลายคนที่มีระเบียบวินัย สงบเสงี่ยม มีความสุขและมีชีวิตที่เติมเต็ม พระคัมภีร์เสนอหลักคุณธรรมบางอย่างที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปในโลกนี้ ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ การควบคุมตนเอง ฯลฯ

แต่อีกครั้ง โดยปราศจากพระเจ้า คน มีเพียงโลกนี้ ผ่านไปได้อย่างราบรื่นในชีวิตนี้ ไม่มีการรับประกันว่าเรามีความพร้อมสำหรับ ชีวิตหลังความตาย ให้เราอ่านดูเรื่องชาวสวนที่ร่ำรวยคนนั้น

ลูกา 12:16-21 “พระองค์จึงตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า 'เราจะทำอย่างไรดี เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา' เขาจึงคิดว่า 'เราจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด' แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า 'โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า' คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ” การแลกเปลี่ยนสนทนากันของพระเยซูกับเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง (แต่มีคุณธรรมมาก) มัทธิว 19:16-23 “ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า ‘ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใด จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์’ พระเยซูตรัสตอบเขาว่า ‘ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้’ คนนั้นทูลถามว่า ‘คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง” พระเยซูตรัสว่า ‘คือข้อที่ว่า 'อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า ‘ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุกประการ ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง’ พระเยซูตรัสแก่เขาว่า ‘ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของข้าพระองค์’ เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ข้าพระองค์บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก”

ปราศจากพระเจ้า มนุษย์ ไม่ได้รับการเติมเต็ม แม้ใน ชีวิตฝ่ายคุณธรรมของเขา

คนไม่ได้มีความสงบสุขเมื่ออยู่กับเพื่อนของเขาเพราะเขาเองไม่ได้อยู่อย่างมีความสงบสุข

คนเราเองมักกระสับกระส่ายเพราะเขาไม่มีสันติสุขในพระเจ้า การแสวงหาความสุขเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง เป็นสัญญาณของความวุ่นวายภายใน ตลอดประวัติศาสตร์ได้พบบ่อยครั้งว่า ผู้แสวงหาความสุขประสบความเบี่ยงเบนชั่วขณะในชีวิตเปิดทางให้กับความหมดหวังลึกๆ

ความรู้สึกจู้จี้กวนใจว่า "บางสิ่งผิดพลาด" เป็นเรื่องยากที่จะสลัดออกไป

กษัตริย์ซาโลมอนทุ่มตัวเองเพื่อการแสวงหาของทั้งหมดในโลกที่มีให้ และ ทรงบันทึกการค้นหาของพระองค์ ในหนังสือ ปัญญาจารย์ โซโลมอนทรงค้นพบ ความรู้ทั้งภายใน และภายนอกของตัวเองว่ามันว่างเปล่า ปัญญาจารย์ 1:12-18 “ข้าพเจ้า ปัญญาจารย์ เคยเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญา สิ่งที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์ เป็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำกันอยู่นั้น ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกัน ภายใต้ดวงอาทิตย์ และดูเถิด สารพัดก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง อะไรที่คดจะทำให้ตรงไม่ได้ และอะไรที่ขาดอยู่จะนับให้ครบไม่ได้ ข้าพเจ้ารำพึงว่า “ข้าพเจ้ามีสติปัญญามากยิ่ง มากกว่าใครๆที่ครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มมาก่อนข้าพเจ้า ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้ อย่างยิ่ง’ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจรู้สติปัญญา รู้ความบ้าบอ และความเขลา ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นแต่กินลมกินแล้งด้วย เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก”

ระองค์ทรงพบว่า ความสุข และความมั่งคั่งเหล่านี้ไร้ประโยชน์

ปัญญาจารย์ 2:1-11 “ข้าพเจ้ารำพึงว่า ‘มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสบายใจไป” แตดูเถิด เรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับการหัวเราะว่า “บ้าๆบอๆ” และกล่าวถึงความสนุกสนานว่า “มีประโยชน์อะไร’ ข้าพเจ้าคิดดูว่าจะทำอย่างไร กายจึงจะคึกคักด้วยเหล้าองุ่น และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้า ด้วยสติปัญญาและจะยึดความเขลาไว้อย่างไร จนข้าพเจ้าจะเห็นได้ว่า อะไรจะดีสำหรับให้บรรดาบุตรของมนุษย์ กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่โต ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลัง และทำสวนองุ่นหลายแปลง ข้าพเจ้าทำสวนผลไม้และสวนหย่อนใจหลายแห่ง ปลูกต้นไม้มีผลหลายอย่างไว้ในสวนเหล่านั้น ข้าพเจ้าสร้างสระน้ำหลายสระสำหรับตัวเอง เพื่อจะใช้น้ำในสระนั้นรดหมู่ไม้ที่กำลังงอกงาม ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้มีทาสเกิดขึ้นในบ้าน ข้าพเจ้ามีฝูงโคฝูงแพะแกะเป็น สมบัติมากกว่าของบรรดาคนที่อยู่ใน กรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้ด้วย และส่ำสมทรัพย์สมบัติอันควรคู่กับกษัตริย์และควร คู่กับเมืองทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีนักร้องชายหญิงสำหรับตัวและเมียน้อย ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจผู้ชาย ข้าพเจ้าจึงเป็นใหญ่เป็นโตกว่า บรรดาคนที่เคยอยู่มาก่อนข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม และสติปัญญาของข้าพเจ้ายังคงอยู่กับข้าพเจ้าด้วย

สิ่งใดๆที่นัยน์ตาของข้าพเจ้าอยากเห็น ข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบัง ข้าพเจ้ามิได้ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ เพราะใจข้าพเจ้าพบความเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า และนี่เป็นรางวัลจากงานของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ ดูเถิด ทุกอย่างก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์

วัตถุนิยมเป็นเรื่องโง่เขลา

ปัญญาจารย์ 2:12-23 “ข้าพเจ้าจึงหันมาพิเคราะห์สติปัญญา ความบ้าบอ และความเขลา เพราะคนที่มาภายหลังกษัตริย์ จะทำอะไรได้บ้าง เขาก็กระทำสิ่งที่เขากระทำกันมานานแล้วนั้นได้

ข้าพเจ้าเห็นว่าสติปัญญาวิเศษกว่าความเขลา เหมือนความสว่างวิเศษกว่าความมืด คนมีสติปัญญามีตาอยู่ในสมอง แต่คนเขลาเดินในความมืด ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังเห็นว่า เคราะห์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นแก่เขาทั้งมวล ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่า “เคราะห์กรรมอันใดเกิดแก่คนเขลาฉันใด ก็คงจะเกิดกับตัวข้าพเจ้าฉันนั้น ถ้ากระนั้นแล้วข้าพเจ้าจะมีสติปัญญามากมายทำไมเล่า” ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเหมือนกัน เพราะไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่น เดียวกับคนเขลา ด้วยเห็นว่าในอนาคตก็ลืมกันไปหมดแล้ว พุทโธ่ คนมีสติปัญญาก็ตายเหมือนคนเขลา ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะว่าการงานที่เขาทำกันภายใต้ ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า เพราะสารพัดก็อนิจจังคือกินลมกินแล้ง ข้าพเจ้าเกลียดการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะข้าพเจ้าจำต้องละการนั้นไว้ให้ แก่คนที่มาภายหลังข้าพเจ้า แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคน มีสติปัญญาหรือคนเขลา กระนั้นเขาก็ครอบครองบรรดาการงานของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาและที่ข้าพเจ้าใช้สติ ปัญญากระทำภายใต้ดวงอาทิตย์ นี่ก็อนิจจังด้วย ข้าพเจ้าจึงกลับอัดอั้นตันใจนักถึง เรื่องการงานของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์ ด้วยว่ามีคนที่ทำงานโดยใช้สติปัญญา ความรู้ และความชำนาญ แต่แล้วก็ละการนั้นให้เป็นส่วนของอีกคนหนึ่ง ที่หาได้ออกแรงทำเพื่อการนั้นไม่ นี่ก็อนิจจังด้วยและสามานย์ยิ่ง

เพราะว่าเขาได้อะไรจากบรรดางานตรากตรำ และคร่ำเครียดที่เขาต้องทำภายใต้ดวงอาทิตย์เล่า

ด้วยว่าปีเดือนของเขามีแต่ความเจ็บปวด และกิจธุระของเขาก่อความสลดใจ ถึงกลางคืนจิตใจของเขาก็ไม่หยุดพักสงบ นี่ก็อนิจจังด้วย สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรดีไปกว่ากิน และดื่ม กับหาความชื่นบานในการงานของเขา นี่แหละข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า

ด้วยถ้าไม่อาศัยพระองค์แล้วใครจะกินได้เล่า หรือใครจะมีความชื่นบานได้”

ความมั่งคั่งหายวับไป ( ปัญญาจารย์ บทที่ 6) โซโลมอน สรุปว่า ชีวิต คือ ของขวัญจากพระเจ้า

ปัญญาจารย์ 3:12-13 “ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า สำหรับเขาไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเปรมปรีดิ์ และร่าเริงตลอดชีวิต และว่าเป็นของประทานจากพระเจ้าแก่มนุษย์ ที่จะให้มนุษย์ได้กินดื่มและเพลิดเพลินในบรรดา การงานของเขา” วิธีที่ชาญฉลาดเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ก็คือเกรงกลัวพระเจ้า

ปัญญาจารย์ 12:13-14 “จบเรื่องแล้ว ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงาน ทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง ไม่ว่าดีหรือชั่ว” อีกนัยหนึ่ง มีอะไรมากกว่านี้ในมิติทางกายภาพ พระเยซูทรงเน้นจุดนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า: มัทธิว 4:4 “ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า 'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ” ไม่ใช่อาหาร ( ทางกายภาพ ) แต่ พระวจนะของพระเจ้า ( จิตวิญญาณ) ที่ช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่ ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะค้นหาภายในตัวเองเพื่อแก้ทุกข์ของเรา ทั้งหมด คนเรามีทางเดียวที่สามารถพบชีวิต และความสมบูรณ์เมื่อเขายอมรับพระเจ้า

ปราศจากพระเจ้า ชะตาชีวิตของมนุษย์คือไปนรก

คนที่ปราศจากพระเจ้าตายฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อชีวิตฝ่ายร่างกายของเขาดับสิ้นลง เขาเผชิญ การตัดขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ ในเรื่องราวที่พระเยซูรงเล่าเกี่ยวกับคนรวย และลาซารัส

ลูกา 16:19-31 “’ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา

อยู่มาคนขอทานนั้นตาย และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย และเขาก็ฝังไว้ แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน เศรษฐีจึงร้องว่า 'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้'

25 แต่อับราฮัมตอบว่า 'ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้ของดีสำหรับตัว และลาซารัสได้ของเลว แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม แต่เจ้าได้รับความแสนระทม

นอกจากนั้น ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้' เศรษฐีนั้นจึงว่า 'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้' แต่อับราฮัมตอบเขาว่า 'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด' เศรษฐีนั้นจึงว่า 'มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา เขาคงจะกลับใจเสียใหม่' อับราฮัมจึงตอบเขาว่า 'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ' ”

คนรวยใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจ สะดวกสบายโดยไม่คิดเรื่องพระเจ้า ในขณะที่ลาซารัสทนทุกข์ทรมาน ตลอดชีวิตของเขา แต่ รู้จักพระเจ้า มันเป็นหลังจากการเสียชีวิตของพวกเขา ที่ชายทั้งสอง เข้าใจความร้ายแรงของสิ่งที่เขาได้เลือกทำในชีวิต คนรวยได้สำนึก แต่สายเกินไป มีอะไรในชีวิตมากกว่าการแสวงหาความมั่งคั่ง ในขณะที่ ลาซารัสได้รับการเล้าโลมใจในสวรรค์ สำหรับชายทั้งสองคน ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ของการดำรงชีวิตในโลกของพวกเขา ไม่มีชีวิตชีวาเมื่อเทียบกับสถานะถาวรของจิตวิญญาณของเขา คน คือผลการทรงสร้างที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน

พระเจ้าได้ทรงตั้ง ความรับรู้เรื่องชีวิตนิรันดร์ในจิตใจของเรา และความรับรู้เรื่องชะตาชีวิต ที่ไร้กาลเวลา เท่านั้นที่ จะสำเร็จบริบูรณ์ในเจ้า

ปัญญาจารย์ 3:11 “พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้าหรือ ?