ความรักของพระคริสต์คืออะไร?




คำถาม: ความรักของพระคริสต์คืออะไร?

คำตอบ:
วลี “ความรักของพระคริสต์” ตรงข้ามกับ “ความรักเพื่อพระคริสต์” หมายถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติ กล่าวได้ย่อๆ ว่า ความรักของพระองค์คือพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะกระทำเพื่อผลดีที่สุดแก่เรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสนองความต้องการมากที่สุดของเรา แม้ว่ามันจะทำให้พระองค์ทรงสูญเสียทุกอย่าง และแม้ว่าเราไม่คู่ควรกับความรักของพระองค์เลย แม้ว่าพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าในธรรมชาติ ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาลกับพระเจ้าพระบิดา (ยอห์น1:1) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่สละพระบัลลังก์ของพระ องค์ เพื่อมาเป็นคนธรรมดา พระองค์ทรงยอมชดใช้ค่าปรับแทนความผิดบาปของเรา เพื่อว่าเราจะไม่ต้องรับโทษนิรันดร์ในบึงไฟนรก

ยอห์น 1:1-14 “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่. มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้ แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่ พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์ แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”

วิวรณ์ 20:1-15 “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้ และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ให้คนมาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล และคนเหล่านั้นยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชน และนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่ไฟได้ตกลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์ ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฏแผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและท้องฟ้าเลย ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น และหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น และตามที่เขาได้กระทำ ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของตนหมดทุกคน แล้วความตาย และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ”

เพราะบาปของมนุษยชาติได้รับการชดใช้ โดยพระผู้ช่วยให้รอดที่ปราศจากบาป คือพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมและบริสุทธิ์ ทรงยกความผิดบาปของเราตอนนี้ได้ เมื่อเรายอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงชดใช้แทนบาปของเราเอง

โรม 3:21-26 “แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย”

ดังนั้น ความรักของพระคริสต์ ที่ได้ทรงสำแดงโดยพระองค์ทรงออกจากสวรรค์สถาน สถานที่ทรงได้รับการนมัสการสรรเสริญตามที่ทรงสมควรได้รับ เสด็จเข้ามาในโลกนี้ ที่ซึ่งทรงถูกเยาะเย้ย ทรยศ เฆี่ยนตีและตรึงบนกางเขน ต้องทรงชดใช้ความบาปของเรา ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม ทรงเห็นว่าเราจำเป็นต้องมีพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเราและพ้นจากการลงโทษ ทรงนับว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าชีวิตสุขสบายของพระองค์เอง

ฟีลิปปี 2:3-8 “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน”

บางครั้งผู้คนอาจจะเต็มใจสละชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่คนที่พวกเขาคิดว่ามีค่า- ได้แก่ เพื่อน ญาติ คนอื่นๆ แต่ความรักของพระคริสต์อยู่สูงเหนือกว่านั้น ความรักของพระคริสต์ขยายขอบเขตไปถึงบรรดาผู้ที่ไม่คู่ควรที่สุดกับสิ่งนั้น ทรงเต็มพระทัยที่จะรับโทษแทนผู้ที่ได้ทรมานพระองค์ ที่เกลียดชังพระองค์ ที่ต่อต้านต่อพระองค์ ไม่สนใจอะไรพระองค์ และเหล่าคนที่ไม่สมควรที่สุดกับความรักของพระองค์

โรม 5:6-8 “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงประทานให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้แก่ผู้ที่สมควรได้รับน้อยที่สุด! เช่นนั้น การเสียสละ เป็นแก่นแท้ของความรักแบบพระเจ้า ที่เรียกว่า รักแบบอากาเป้ นี่คือความรักตามแบบของพระเจ้า ไม่เหมือนรักแบบที่คนเรารักกัน

มัทธิว 5:43-48 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะ ว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอ และให้ ตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ”

ความรักแบบนี้ซึ่งทรงสำแดงต่อเราบนกางเขนเป็นเพียงการเริ่มต้น เมื่อเราไว้วางใจในพระองค์ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงรับเราให้เป็นบุตรของพระองค์ ได้รับมรดกร่วมกันกับพระองค์ ทรงเสด็จมาประทับภายในเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ทรงสัญญาว่าจะไม่ทรงละจากเราหรือทอดทิ้งเรา

ฮีบรู 13:5-6 “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า”

ดังนั้น เราจึงมีสหายที่รักในชีวิต และไม่ว่าเราผ่านสิ่งใดในชีวิต พระองค์ทรงประทับอยู่ด้วย และทรงมีความรักพร้อมบริบูรณ์สำหรับเรา

โรม 8:35 “แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ”

ฮีบรู 13:6 “เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า”

แต่เมื่อพระองค์ทรงครองด้วยความชอบธรรม เป็นกษัตริย์ที่เมตตากรุณาในสวรรค์ เราควรเชิญให้พระองค์ทรงประทับที่ทรงสมควรในชีวิตของเราด้วย ให้ทรงเป็นเจ้านายและไม่เพียงแค่พระสหายเท่านั้น นั่นคือเราจะได้สัมผัสกับชีวิตที่ทรงปรารถนา และอยู่ในความรักที่บริบูรณ์ของพระองค์

ยอห์น 10:10 “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ความรักของพระคริสต์คืออะไร?