อะไรคือพระนามและพระยศศักดิ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์?




คำถาม: อะไรคือพระนามและพระยศศักดิ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์?

คำตอบ:
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นที่รู้จักกันว่ามีพระนามและพระยศศักดิ์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แสดงถึงการทำงานหรือแง่มุมบางอย่างของพันธกิจที่ทรงทำ ข้างล่างนี้คือพระนามและคำอธิบายบางอย่างที่พระคัมภีร์ใช้สำหรับพระวิญญาณบริสุทธิ์:

ผู้เขียนพระคัมภีร์:
2 เปโตร 1:21 “เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา”

2 ทิโมธี 3:16 “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม”

พระคัมภีร์ถูกดลใจให้เขียน อันที่จริง "พระเจ้าทรงระบายลมหายใจ" โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระภาคที่สามของตรีเอกานุภาพ พระวิญญาณทรงเคลื่อนไหวผู้เขียนพระธรรรมทั้งหมด 66 ฉบับ บันทึกตามจริงสิ่งที่พระองค์ทรงสูดลมหายใจเข้าไปในจิตใจและความคิดของพวกเขา เหมือนดังที่เรือแล่นไปมาในน้ำโดยลมพัดใบเรือของมัน ดังนั้นผู้เขียนพระคัมภีร์ถูกดันไปตามแรงดลใจของพระวิญญาณ

ผู้เล้าโลม / ที่ปรึกษา / ทนายแก้ต่าง:
อิสยาห์ 11:2 “และพระวิญญาณของพระเจ้าจะอยู่บนท่านนั้น คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุภาพ วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเจ้า”

ยอห์น 14:16 “และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์ เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ”

ยอห์น 15:26 “แต่เมื่อองค์พระผู้ช่วยที่เราจะใช้มาจากพระบิดาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา”

ยอห์น 16:7 “อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน”

ทั้งสามคำแปลจากคำภาษากรีกว่า parakletos จากที่เราได้คำว่า "ปลอบขวัญ" เป็นอีกพระนามหนึ่งของพระวิญญาณ เมื่อพระเยซูเสด็จจากไป พวกสาวกของพระองค์มีความทุกข์เศร้าใจอย่างมาก เพราะขาดพระองค์ประทับด้วยเพื่อทรงเล้าโลมใจ แต่ทรงให้สัญญาว่า จะทรงส่งพระวิญญาณมาเพื่อเล้าโลม ปลอบโยน และแนะนำบรรดาคนที่เป็นของพระคริสต์ พระวิญญาณยังทรง "เป็นพยาน" แก่จิตวิญญาณของเรา ว่าเราเป็นของพระองค์ และดังนั้นทำให้เรามั่นใจในความรอด

ผู้ทรงตัดสินความผิดบาป:
ยอห์น 16:7-11 “อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา ในเรื่องความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดา และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก ในเรื่องการพิพากษานั้น คือเพราะเจ้า โลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว”

พระวิญญาณทรงใช้ความจริงของพระเจ้าเข้ามาในจิตใจของคนเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขามั่นใจ โดยการขัดแย้งที่เป็นธรรมและเพียงพอว่า พวกเขาเป็นคนบาป ทรงทำอย่างนี้ผ่านความเชื่อมั่นในจิตใจของเราว่า เราไม่สมควรที่ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ ที่เราต้องการความชอบธรรมของพระองค์ และวาระการพิพากษานั้นแน่นอนและจะมาถึงทุกคนสักวันหนึ่ง บรรดาผู้ที่ปฏิเสธความจริงเหล่านี้ต่อต้านการที่พระวิญญาณทรงตัดสินว่ากระทำผิด

มัดจำ / ประทับตรา / จริงจัง:
2โครินธ์ 1:22 “และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย”

2โครินธ์ 5:5 “แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้เตรียมเราไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ และพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพระวิญญาณเป็นมัดจำไว้กับเรา”

เอเฟซัส 1:13-14 “ในพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และได้วางใจในพระองค์ ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์”

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นตราประทับของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์ ทรงถือสิทธิ์ว่าเราเป็นของพระองค์อย่างแท้จริง ของประทานฝ่ายพระวิญญาณแก่ผู้เชื่อ เป็นการชำระเงินดาวน์ต่อมรดกที่เราได้รับจากสวรรค์ ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้ทรงสัญญากับเรา และทรงรับประกันแก่เราที่บนกางเขน มันเป็นเพราะพระวิญญาณได้ทรงประทับตราเราไว้ เราจะวางใจในความรอดของเรา ไม่มีใครสามารถแกะตราประทับของพระเจ้าออกได้

ทรงแนะนำ:
ยอห์น 16:13 “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้ง หลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น”

เช่นเดียวกับที่พระวิญญาณทรงแนะนำผู้เขียนให้บันทึกพระคัมภีร์ตามความจริง ดังนั้นจึงทรงสัญญาว่าจะทรงแนะนำผู้เชื่อให้รู้และเข้าใจความจริงนั้น ความจริงของพระเจ้าเป็น "ความโง่เขลา" แก่ชาวโลก เพราะมัน "ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ"

1โครินธ์ 2:14 “แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ”

บรรดาผู้ที่เป็นของพระคริสต์มีพระวิญญาณทรงสถิต ผู้ทรงแนะนำเราไปสู่ทุกสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องฝ่ายวิญญาณ บรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นของพระคริสต์ไม่มี "ผู้แปลความ" เพื่อแนะนำให้พวกเขารู้และเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า

ผู้ทรงสถิตในผู้เชื่อ:
โรม 8:9-11 “ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์ และถ้าพระคริสต์อยู่ในท่านทั้งหลายแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะตายไปเพราะบาป แต่วิญญาณจิตของท่านก็จะดำรงอยู่เพราะความชอบธรรม ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์เป็น ขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน เป็นขึ้นมาใหม่ โดยเดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย”

เอเฟซัส 2:21-22 “ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของ พระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย”

1โครินธ์ 6:19 “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง”

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในจิตใจประชากรของพระเจ้า และการทรงสถิตนั้นเป็นพระลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษของคนที่ถูกสร้างให้มีชีวิตใหม่ จากภายในผู้เชื่อ ทรงนำทาง ทรงแนะนำ ทรงเล้าโลมใจ และทรงมีอิทธิพลต่อเรา เช่นเดียว กับทรงให้เราเกิดผลของพระวิญญาณ

กาลาเทีย 5:22-23 “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย”

ทรงจัดเตรียมความสัมพันธ์ที่แนบสนิทระหว่างพระเจ้าและบุตรของพระองค์ ผู้เชื่อแท้ทั้งหมดในพระคริสต์มีพระวิญญาณประทับอยู่ในจิตใจของพวกเขา

ผู้ทรงวิงวอนขอ:
โรม 8:26 “ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ”

ด้านหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ปลอบโยนและหนุนกำลังใจมากที่สุด เป็นพันธกิจที่ทรงช่วยทูลวิงวอนขอแทน เพื่อเห็นแก่คนที่ทรงสถิตอยู่ เพราะเรามักจะไม่ทราบว่าจะอธิษฐานขออะไรและอย่างไร เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า พระวิญญาณทรงเข้ามาช่วยวิงวอนและอธิษฐานทูลขอแทนเรา ทรงแปลความหมาย "ร้องคร่ำครวญ" ของเรา เพื่อว่าเมื่อเรากำลังถูกกดขี่และครอบงำโดยการทดลองและการดูแลใส่ใจชีวิต ทรงเสด็จมาเคียงข้างเพื่อให้ความช่วยเหลือ เมื่อพระ องค์ทรงค้ำจุนเราต่อหน้าพระบัลลังก์แห่งพระคุณ

ผู้ทรงเปิดเผย / พระวิญญาณแห่งความจริง:
ยอห์น 14:17 “คือพระวิญญาณแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน”

ยอห์น 16:13 “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น”

1โครินธ์ 2:12-16 “เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ แต่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณวิจัยสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่มีผู้ใดจะวิจัยใจคนนั้นได้ เพราะว่า ใครเล่ารู้จักพระทัยของพระเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์” พระเยซูทรงสัญญาว่า หลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเพื่อ "ทรงแนะนำคุณไปสู่ความจริงทั้งมวล"

เพราะพระวิญญาณทรงสถิตในใจเรา ที่เราสามารถจะเข้าใจความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ในทางที่ผู้ไม่ใช่คริสเตียนไม่สามารถทำได้ ที่จริง ความจริงแห่งพระวิญญาณที่เปิดเผยแก่เราเป็น "ความโง่เขลา" แก่พวกเขา และพวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เรามีพระทัยของพระคริสต์ในพระภาคของพระวิญญาณทรงสถิตภายในตัวเรา

พระวิญญาณของพระเจ้า / องค์พระเจ้า / พระคริสต์:
มัทธิว 3:16 “ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติสมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์”

2โครินธ์ 3:17 “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น”

1 เปโตร 1:11 “เขาได้สืบค้นหาบุคคลและเวลา ซึ่งพระวิญญาณของพระคริสต์ผู้ทรง สถิตอยู่ในตัวเขาได้ทรงบ่งไว้ เมื่อเขาได้ทำนายถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และถึงพระสิริที่จะมาภายหลัง”

พระนามเหล่านี้เตือนใจเราว่า พระวิญญาณของพระเจ้าแท้จริงเป็นพระภาคหนึ่งของตรีเอกานุภาพ และว่าทรงเท่าเทียมกับพระเจ้าพระบิดาและพระบุตร ทรงถูกเปิดเผยครั้งแรกในสมัยการทรงสร้าง เมื่อพระองค์ทรง "ปกคลุมอยู่เหนือน้ำ" แสดงถึงพระองค์ทรงมีส่วนร่วมในการทรงสร้าง พร้อมกับพระเยซูผู้ได้ทรง "สร้างทุกสิ่ง"

ยอห์น 1:1-3 “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ”

เราเห็นตรีเอกานุภาพเดียวกันอีกครั้ง เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติสมา เมื่อพระวิญญาณเสด็จลงมาประทับอยู่บนพระเยซูและได้ยินพระสุรเสียงของพระบิดา

พระวิญญาณแห่งชีวิต:
โรม 8:2 “เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย”

วลีที่ว่า "พระวิญญาณแห่งชีวิต" หมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ทรงให้กำเนิด หรือทรงประทานชีวิต ไม่ใช่ว่าทรงให้กำเนิดความรอด แต่ว่าทรงประทานชีวิตใหม่ให้ เมื่อเราได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางพระคริสต์ พระวิญญาณทรงให้อาหารฝ่ายจิตวิญญาณนั่นคือการบำรุงเลี้ยงของชีวิตฝ่ายวิญญาณ ที่นี่อีกครั้ง เราเห็นตรีเอกานุภาพทรงทำพระราชกิจ เรารอดแล้วโดยพระบิดาผ่านทางพระราชกิจของพระบุตร และความรอดนั้นยั่งยืนมั่นคงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ครู:
ยอห์น 14:26 “แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เรา ได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว”

1โครินธ์ 2:13 “เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่อง ฝ่ายวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง”

พระเยซูได้ทรงสัญญาว่า พระวิญญาณจะสอนสาวกของพระองค์ "ทุกสิ่ง" และชักนำให้พวกเขาระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้เมื่อทรงประทับอยู่กับพวกเขา ผู้เขียนพันธสัญญาใหม่ถูกดลใจโดยพระวิญญาณ ในการจดจำและเข้าใจคำสั่งสอนของพระเยซู ที่ทรงให้เพื่อสร้างและจัดการคริสตจักร หลักคำสอนเกี่ยวกับพระองค์เอง คำสั่งสำหรับการมีชีวิตที่บริสุทธิ์ และการเปิดเผยของหลายๆ สิ่งที่จะมาถึง

พยาน:
โรม 8:16 “พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า”

ฮีบรู 2:4 “ทั้งนี้พระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วย โดยทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และโดยการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และโดยของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งทรงประทานตามน้ำพระทัยของพระองค์” ฮี

บรู 10:15 “และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเป็นพยานให้แก่เราด้วย เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ว่า”

พระวิญญาณทรงถูกเรียกว่า "พยาน" เพราะพระองค์จะทรงพิสูจน์ยืนยันและเป็นพยานถึงความจริงที่ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า และว่าพระเยซูและเหล่าสาวกที่แสดงปาฏิหาริย์ถูกส่งมาจากพระเจ้า และว่าพระธรรมต่างๆในพระคัมภีร์ได้รับแรงดลใจจากเบื้องบนให้เขียน นอกจากนี้โดยการให้ของประทานแห่งพระวิญญาณแก่ผู้เชื่อ ทรงเป็นพยานแก่เราและโลกว่าพวกเราเป็นของพระเจ้า



กลับสู่หน้าภาษาไทย



อะไรคือพระนามและพระยศศักดิ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์?