พระธรรม 2โครินธ์



ผู้ประพันธ์: 2 โครินธ์ 1: 1 ระบุว่าผู้เขียนพระธรรม 2 โครินธ์ เป็นอัครทูตเปาโล บางที่ทิโมธีอาจช่วยเขียนด้วย 2โครินธ์ 1:1 “เปาโล ผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทิโมธีน้องของเรา เรียน คริสตจักรของพระเจ้าที่เมืองโครินธ์ และบรรดาธรรมิกชนที่อยู่ทั่วแคว้นอาคายา”

วันที่เขียน: พระธรรม 2โครินธ์อาจถูกเขียนขึ้นประมาณปี ค.ศ. 55 -57

จุดประสงค์ของการเขียน: คริสตจักรที่เมืองโครินธ์เริ่มต้นในปี ค.ศ. 52 เมื่อเปาโลได้แวะเยี่ยมเยียนตอนการเดินทางมิชชันนารีครั้งที่ 2 ท่านได้อยู่ที่นั่นเพื่อสั่งสอนประมาณ 1 ปีครึ่ง แต่ตอนการเดินทางครั้งแรกท่านได้รับอนุญาตให้พักที่แห่งหนึ่งนานเท่าที่ท่านปรารถนา บันทึกเรื่องราวการเยี่ยมครั้งนี้และการสถาปนาคริสตจักรพบในพระธรรมกิจการ 18.1-18 ในจดหมายฉบับที่2 ที่ท่านเขียนถึงชาวเมืองโครินธ์ เปาโลรู้สึกโล่งใจและยินดีที่ชาวเมืองโครินธ์ได้รับจดหมายที่ท่านเขียน “รุนแรง” ( ตอนนี้สูญไป) โดยมีท่าทีตอบรับอย่างดี จดหมายนั้นได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่กำลังทำให้คริสตจักรแตกแยก เริ่มแรกที่อัครสาวก(เทียมเท็จ) ตามแบบฉบับตนเองได้แฝงเข้ามา

2โครินธ์ 11:13 “เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัว เป็นอัครทูตของพระคริสต์

พวกเขากำลังโจมตีลักษณะของท่านเปาโลอย่างรุนแรง หว่านความขัดแย้งท่ามกลางผู้เชื่อ และสั่งสอนหลักข้อเชื่อเทียมเท็จ พวกเขาดูเหมือนได้ซักถามความสัตย์จริงของท่าน

2โครินธ์ 1:15-17 “เพราะรู้สึกแน่ใจในเรื่องนี้ ทีแรกข้าพเจ้าจึงอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก่อนเพื่อน เพื่อท่านจะได้มีความยินดียิ่งขึ้น ข้าพเจ้าใคร่จะแวะเยี่ยมพวกท่านระหว่างที่เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย และเมื่อข้าพเจ้ากลับจากแคว้นมาซิโดเนีย ก็จะแวะเยี่ยมท่านอีก แล้วขอให้ท่านอุปการะข้าพเจ้า ให้เดินทางต่อไปยังแคว้นยูเดีย เมื่อข้าพเจ้าหมายที่จะทำอย่างนั้นข้าพเจ้าโลเลหรือ และข้าพเจ้ากะโครงการอย่างคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าหรือ ซึ่งพร้อมที่จะกล่าว มา ไม่มา ส่งๆไป”

พวกเขาได้ซักถามเรื่องความสามารถของท่าน

2โครินธ์ 10:10 “เพราะมีบางคนพูดว่า ‘จดหมายของเปาโลนั้นมีน้ำหนัก และมีอำนาจมากก็จริง แต่ว่าตัวเขาดูอ่อนกำลังและคำพูดของเขาก็ใช้ไม่ได้’”

2โครินธ์ 11:6 “แม้ว่าข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีความรู้ ที่จริงเราก็ได้แสดงข้อนี้ให้ประจักษ์แก่พวกท่านในกิจการทุกสิ่งแล้ว”

พวกเขาได้ซักถามเรื่องการที่ท่านไม่เต็มใจยอมรับเงินสนับสนุนจากคริสตจักรที่เมืองโครินธ์

2โครินธ์ 11:7-9 “ข้าพเจ้าได้กระทำผิดหรือ ในการที่ข้าพเจ้าได้ถ่อมใจลงเพื่อยกชูท่านขึ้น เพราะข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่พวกท่าน โดยไม่ได้คิดเงิน ข้าพเจ้าปล้นคริสตจักรอื่น ด้วยการรับเงินบำรุงจากเขา เพื่อจะได้ปรนนิบัติพวกท่าน และเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่าน และกำลังขาดแคลนนั้น ข้าพเจ้าก็มิได้เป็นภาระแก่ผู้ใด เพราะว่าพี่น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนีย ได้เจือจานให้พอแก่ความต้องการของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าระวังตัวไม่ให้เป็นภาระแก่พวกท่านในทางหนึ่งทางใด และข้าพเจ้าจะระวังตัวเช่นนั้นต่อไป

2โครินธ์ 12:13 “เพราะพวกท่านเสียเปรียบคริสตจักรอื่นๆในข้อใดเล่า เว้นไว้ในข้อนี้ คือที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นภาระแก่พวกท่าน การผิดนั้นขอท่านให้อภัยแก่ข้าพเจ้าเถิด” มีหลายคนที่ไม่ได้สารภาพผิดในการประพฤติลุ่มหลงในโลกียวิสัย

2โครินธ์ 12:20-21”เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่า เมื่อข้าพเจ้ามาถึง ข้าพเจ้าอาจจะไม่เห็นพวกท่าน เป็นเหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าอยากเห็น และท่านจะไม่เห็นข้าพเจ้าเหมือนอย่างที่ท่านอยากเห็น คือเกรงว่าไม่เหตุใดก็เหตุหนึ่ง จะมีการวิวาทกัน ริษยากัน โกรธกัน มักใหญ่ใฝ่สูง นินทากัน ซุบซิบส่อเสียดกัน จองหองพองตัวและเกะกะวุ่นวายกัน ข้าพเจ้าเกรงว่า เมื่อข้าพเจ้ากลับมา พระเจ้าจะทรงให้ข้าพเจ้าได้อายต่อหน้าท่าน และข้าพเจ้าจะต้องเศร้าใจ เพราะเหตุที่หลายคนได้ทำผิดมาก่อนแล้ว และมิได้กลับใจทิ้งการโสโครก การผิดประเวณี และการลามก ซึ่งเขาได้กระทำอยู่นั้น”

เปาโลดีใจมากเหลือล้นที่ได้ทราบจากทิตัสว่า ชาวเมืองโครินธ์ส่วนใหญ่ยอมสำนึกผิดที่ได้กบฎต่อต้านเปาโล

2โครินธ์ 2:12-13 “เมื่อข้าพเจ้าไปถึงเมืองโตรอัสเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์นั้น มีช่องทางเปิดให้แก่ข้าพเจ้าเพื่อปฏิบัติพันธกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้ายังไม่มีความสบายใจเลย เพราะข้าพเจ้าไม่ได้พบทิตัสน้องของข้าพเจ้าที่นั่น ข้าพเจ้าจึงลาพวกนั้นเดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย”

2โครินธ์ 7:5-9 “เพราะแม้ว่าเมื่อเรามาถึงแคว้นมาซิโดเนียแล้ว ร่างกายของเราไม่ได้พักผ่อนเลย เรามีความลำบากอยู่รอบข้าง ภายนอกมีการต่อสู้ ภายในมีความกลัว แต่ถึงกระนั้นก็ดี พระเจ้าผู้ทรงหนุนน้ำใจคนที่ท้อใจ ได้ทรงหนุนน้ำใจของเรา โดยทรงให้ทิตัสมาหาเรา และมิใช่เพียงการมาของทิตัสเท่านั้น แต่โดยการที่ท่านได้หนุนน้ำใจทิตัสด้วย ตามที่ทิตัสได้มาบอกข้าพเจ้าถึงความอาลัยและความโศกเศร้าของท่าน และใจจดจ่อของท่านที่มีต่อข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดีมากยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะได้ทำให้ท่านเสียใจเพราะจดหมายฉบับนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่เสียใจ ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนี้ ข้าพเจ้าจะเสียใจบ้างเพราะข้าพเจ้าเห็นว่า จดหมายฉบับนั้นทำให้ท่านมีความเสียใจเพียงชั่วขณะเท่านั้น แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดี มิใช่เพราะท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจใหม่ เพราะว่าท่านได้รับความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ท่านจึงไม่ได้ผลร้ายจากเราเลย”

อัครสาวกหนุนใจพวกเขาเรื่องนี้ที่เปาโลได้แสดงออกความรักแท้ของท่าน

2โครินธ์ 7:10-16 “เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย จงพิจารณาดูว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า กระทำให้เกิดความกระตือรือร้นมากทีเดียว ทำให้เกิดความขวนขวายที่จะแก้ตัวใหม่และการเดือดร้อนแทน ความตื่นตัว ความอาลัย และความกระตือรือร้น และการลงโทษ ในทุกสิ่งเหล่านี้ ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านก็ไม่ได้กระทำผิด เหตุฉะนี้ ที่ข้าพเจ้าเขียนจดหมายมาถึงท่าน ก็มิใช่เพราะเห็นแก่คนที่ได้ทำผิด หรือเพราะเห็นแก่คนที่ต้องทนต่อการร้าย แต่เพื่อให้ความจดจ่อของท่านมีต่อเรา ปรากฏแก่ท่านในสายพระเนตรพระเจ้า โดยเหตุนี้เราจึงมีความชูใจ นอกจากความชูใจเรานั้น เรามีความชื่นชมยินดีมากยิ่งขึ้นเพราะความยินดีของทิตัส ในการที่พวกท่านได้กระทำให้จิตใจของทิตัสสงบ ที่ข้าพเจ้าได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัส ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องละอายใจเลย ทุกสิ่งที่เราได้กล่าวแก่ท่านเป็นความจริงฉันใด สิ่งที่เราได้อวดเรื่องพวกท่านแก่ทิตัสเมื่อก่อนนั้น ก็ปรากฏเป็นจริงเหมือนกันฉันนั้น และเมื่อทิตัสระลึกถึงความเชื่อฟังของพวกท่าน และการที่พวกท่านต้อนรับเขาด้วยความเกรงกลัวจนตัวสั่น เขาก็เพิ่มความรักในพวกท่านมากยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าชื่นชมยินดี เพราะว่าข้าพเจ้าไว้ใจท่านได้ทุกอย่าง”

เปาโลยังได้พยายามแสดงสิทธิการเป็นอัครสาวกของท่าน ตามที่บางคนในคริสตจักรอาจได้สอบถามเรื่องสิทธิอำนาจของท่าน

2โครินธ์ 13:3 “เพราะว่าท่านทั้งหลายต้องการที่จะเห็นหลักฐานว่าพระคริสต์ตรัสทางข้าพเจ้า พระคริสต์มิได้ทรงอ่อนต่อท่าน แต่ทรงฤทธิ์มากในหมู่พวกท่าน” แน่นอนทีเดียว เปาโลพบว่าชาวเมืองโครินธ์รับจดหมายที่ "รุนแรง" ของท่านได้อย่างดี อัครสาวกกระตุ้นพวกเขาเรื่องนี้ในการที่เปาโลแสดงออกความรักแท้ เปาโลยังได้พยายามแสดงสิทธิการเป็นอัครสาวกของท่าน ตามที่บางคนในคริสตจักรอาจได้สอบถามเรื่องสิทธิอำนาจของท่าน

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:
2โครินธ์ 3:5 “มิใช่เราจะคิดถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า”

2โครินธ์ 3:18 “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์ พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”

2โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”

2โครินธ์ 5:21”เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์”

2โครินธ์ 10:5 “คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้น ขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้ เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์"2โครินธ์ 13:4 “เพราะถึงแม้ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงเพราะทรงอ่อน พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพราะว่าเราก็อ่อนด้วยกันกับพระองค์ แต่เรามีชีวิตเป็นอยู่กับพระองค์ เพราะฤทธิ์เดชของพระเจ้า”

บทสรุปโดยย่อ: หลังจากทักทายบรรดาผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ และอธิบายว่าทำไมท่านไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขาตามแผนเดิม

2โครินธ์ 1:3–2:2 “สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น ที่เราทนความทุกข์ยากนั้น ก็เพื่อให้ท่านได้ความชูใจและความรอด และที่เราได้รับความชูใจ ก็เพื่อให้ท่านได้รับความชูใจด้วย ซึ่งท่านจะได้รับเมื่อเพียรสู้ทนความทุกข์เหมือนอย่างเราได้ทนนั้น เราจึงมีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย เพราะเรารู้ว่า ท่านทั้งหลายได้มีส่วนในความทุกข์ยากของเราฉันใด ท่านทั้งหลายจะได้มีส่วนในความชูใจของเราฉันนั้น พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงความทุกข์ยากที่เกิดแก่เราในแคว้นเอเชีย ซึ่งทำให้เราหนักใจเหลือกำลัง จนเราเกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้ ที่จริงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เราไว้ใจในตนเอง แต่ให้ไว้ใจในพระเจ้าผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก ขอให้ท่านอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อว่าคนเป็นอันมากจะได้ขอบพระคุณเพราะเรา เนื่องจากพระคุณที่ทรงประทานแก่เรา อันเป็นการทรงตอบคำอธิษฐานของคนเป็นอันมากนั้น นี่เป็นสิ่งที่เราอวดได้ คือใจสำนึกผิดชอบของเราเป็นพยานว่า เราได้ประพฤติตนเป็นที่ประจักษ์แก่โลก และยิ่งกว่านั้นก็คือการประพฤติต่อท่านทั้ง หลายด้วยน้ำใจบริสุทธิ์ และด้วยความจริงใจซึ่งมาจากพระเจ้า และมิใช่ตามปัญญาของโลก แต่ตามพระคุณซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดประทาน เพราะว่าเราไม่ได้เขียนเรื่องอื่นถึงท่าน นอกจากเรื่องซึ่งท่านสามารถอ่านและเข้าใจได้ เมื่อพวกท่านเข้าใจบ้างแล้ว ข้าพเจ้าก็หวังว่าท่านจะเข้าใจได้อย่างดีโดยตลอดว่า ในวันแห่งพระเยซูเจ้าของเรา ท่านก็ภูมิใจในเราได้เช่นเดียวกับที่เราจะภูมิใจในท่าน เพราะรู้สึกแน่ใจในเรื่องนี้ ทีแรกข้าพเจ้าจึงอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก่อนเพื่อน เพื่อท่านจะได้มีความยินดียิ่งขึ้น ข้าพเจ้าใคร่จะแวะเยี่ยมพวกท่านระหว่างที่เดินทางไปยังแคว้นมาซิโดเนีย และเมื่อข้าพเจ้ากลับจากแคว้นมาซิโดเนีย ก็จะแวะเยี่ยมท่านอีก แล้วขอให้ท่านอุปการะข้าพเจ้า ให้เดินทางต่อไปยังแคว้นยูเดีย เมื่อข้าพเจ้าหมายที่จะทำอย่างนั้นข้าพเจ้าโลเลหรือ และข้าพเจ้ากะโครงการอย่างคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าหรือ ซึ่งพร้อมที่จะกล่าว มา ไม่มา ส่งๆไป พระเจ้าทรงสัตย์จริงแน่ฉันใด คำของเราที่กล่าวกับท่านก็มิใช่เป็นคำรับ หรือปฏิเสธส่งๆไปแน่ฉันนั้น เพราะว่า พระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้ากับสิลวานัสและทิโมธี ได้ประกาศแก่พวกท่านนั้น ไม่ใช่ จริง ไม่จริง ส่งๆไป แต่โดยพระองค์นั้นล้วนแต่จริงทั้งสิ้น บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่าอาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย ขอพระเจ้าเป็นพยานฝ่ายจิตใจของข้าพเจ้าว่า ที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปถึงเมืองโครินธ์นั้น ก็เพื่อจะงดโทษพวกท่านไว้ก่อน เราไม่ใช่เป็นนายบังคับความเชื่อของพวกท่าน แต่ว่าเราเป็นผู้อุปการะ เพื่อท่านจะรับความชื่นชมยินดี เพราะท่านตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อแล้ว ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่า จะไม่มาทำให้ท่านเกิดความทุกข์อีก เพราะถ้าข้าพเจ้าทำให้พวกท่านเป็นทุกข์ ใครเล่าจะทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี ก็คือคนที่ข้าพเจ้าทำให้มีความทุกข์นั่นแหละ”

เปาโลอธิบายลักษณะงานรับใช้ศาสนกิจของท่าน ชัยชนะโดยทางพระคริสต์และความสัตย์จริงในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นตรารับรองศาสนกิจของท่านต่อคริสตจักรทั้งหลาย

2โครินธ์ 2:14-17 “แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้า ในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้ เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมาก ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ อย่างคนที่มาจากพระเจ้า และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า”

ท่านเปรียบเทียบพันธกิจรุ่งโรจน์แห่งความชอบธรรมของพระคริสต์กับ "พันธกิจแห่งการสาปแช่ง" ซึ่งเป็นบทบัญญัติ 2โครินธ์ 3:9 “เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก” นี้ประกาศความเชื่อในความถูกต้องของศาสนกิจของท่าน ทั้งๆ ที่มีการกดขี่ข่มเหงที่รุนแรง

2โครินธ์ 4:8-18 ”เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว เราจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย เพราะว่าพวกเราที่มีชีวิตอยู่นั้น ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายอยู่เสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู เพื่อว่าพระชนม์ชีพของพระเยซูจะได้ปรากฏในเนื้อหนังของเรา ซึ่งจะต้องตายนั้น เหตุฉะนั้นความตายจึงกำลังออกฤทธิ์อยู่ในเรา แต่ชีวิตกำลังออกฤทธิ์อยู่ในท่านทั้งหลาย เพราะเรามีใจเชื่อเช่นเดียวกับผู้ที่เขียนไว้ว่า ข้าพเจ้าเชื่อ เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด เราก็เชื่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงพูด เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์ จะทรงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาโดยพระเยซู และจะทรงพาเราเข้ามาเฝ้าพร้อมกับท่านทั้งหลาย เพราะว่าสิ่งสารพัดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย เพื่อว่าเมื่อพระคุณมาถึงคนเป็นจำนวนมากขึ้น ก็จะมีการขอบพระคุณมากยิ่งขึ้น เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้ เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์”

บทที่ 5 สรุปพื้นฐานของความเชื่อแบบคริสเตียน--ธรรมชาติใหม่ (ข้อ 17) และการเปลี่ยนความบาปของเรากลับกลายเป็นความชอบธรรมของพระคริสต์

2โครินธ์ 5:21 “เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์”

บทที่ 6 และ 7 เราพบว่าเปาโลกำลังปกป้องตัวเองและงานรับใช้ของท่าน ทำให้ชาวโครินธ์มั่นใจอีกครั้งเรื่องความรักที่จริงใจของท่านที่มีต่อพวกเขา และเตือนสติพวกเขาให้กลับใจใหม่และใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์ ในบทที่ 8 และ 9 เปาโลสั่งสอนตักเตือนบรรดาผู้เชื่อที่เมืองโครินธ์ที่จะปฏิบัติตามตัวอย่างของพี่น้องชาวเมืองมาซิโดเนีย และขยายความเอื้ออาทรแก่วิสุทธิชนในยามต้องการ ท่านสอนพวกเขาหลักความเชื่อและรางวัลตอบแทนของการให้ด้วยใจกว้างขวาง เปาโลจบจดหมายของท่านโดยตอกย้ำยืนยันสิทธิอำนาจท่ามกลางพวกเขา (บทที่ 10) และความกังวลเรื่องความสัตย์ซื่อต่อท่านในยามที่เผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงจากอัครสาวกเท็จ ท่านเรียกตัวเองว่าเป็น "คนโง่"

ที่กระดากใจคุยโม้คุณสมบัติและความทุกข์ทรมานของท่านเพื่อพระคริสต์ (บทที่ 11) ท่านจบจดหมายของท่านโดยการอธิบายนิมิตแห่งสวรรค์ ที่ท่านได้รับอนุญาตให้ สัมผัสและ "หนามในเนื้อ" ที่ท่านได้รับจากพระเจ้า เพื่อให้ความมั่นใจในความถ่อมใจของท่าน (บทที่ 12) บทสุดท้ายมีคำแนะนำตักเตือนของท่านต่อชาวเมืองโครินธ์ให้ตรวจสอบตัวเองเพื่อดูว่าที่พวกเขาสารภาพนั้นคือความเป็นจริงหรือไม่ และจบลงด้วยขอพระพรของความรักและความสงบสุข

การ เชื่อมต่อ: ตลอดจดหมายฝากของท่าน บ่อยครั้งเปาโลเอ่ยถึงกฎหมายโมเสส การเปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่เหนือกว่าและความรอดโดยพระคุณ

2โครินธ์ 3:4-11 “เรามีความไว้ใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างนั้น มิใช่เราจะคิดถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ อันมิใช่ประมวลกฎแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ ด้วยว่าประมวลกฎนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย คือตามตัวอักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น ยังมาด้วยรัศมี แม้ว่าจะเป็นรัศมีที่จางหายไป ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้ ดังนั้นการที่ปฏิบัติตามพระวิญญาณจะไม่มีรัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับโทษยังมีรัศมี การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก อันที่จริงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้นก็อับแสงไปแล้ว เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่องข่มเสียหมด เพราะถ้าสิ่งที่ได้จางไปยังเคยมีรัศมีถึงเพียงนั้น สิ่งซึ่งจะดำรงอยู่ก็จะมีรัศมีมากยิ่งกว่านั้นอีก”

เปาโลแสดงความแตกต่างระหว่างบทบัญญัติในพันธสัญญาเดิมกับพระคุณในพันธสัญญาใหม่ กล่าวถึงบทบัญญัติว่าเป็นสิ่งที่ "ฆ่า" ในขณะที่พระวิญญาณทรงประทานชีวิต บทบัญญัติเป็น "พันธกิจเรื่องความตาย เขียนและจารึกไว้บนแผ่นหิน" (ข้อ 7)

อพยพ 24:12 “พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า ‘ขึ้นมาหาเราบนภูเขาแล้วคอยอยู่ที่นั่น เราจะให้แผ่นศิลาอันมีข้อพระธรรม และข้อบัญญัติซึ่งเราจารึกไว้เพื่อเก็บไว้สอนเขา’”

เพราะมันนำมาเฉพาะความรู้เรื่องความบาปและการสาปแช่ง

ความงดงามแห่งบทบัญญัติคือว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงพระสิริของพระเจ้า แต่พันธกิจแห่งพระวิญญาณนั้นรุ่งโรจน์กว่าพันธกิจแห่งบทบัญญัติ เพราะมันสะท้อนให้เห็นพระเมตตาพระคุณและความรัก ในการทรงเตรียมพระคริสต์มาเพื่อทำให้พระบัญญัติสำเร็จ

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: จดหมายฉบับนี้เป็นชีวประวัติและเป็นหลักข้อเชื่อเล็กน้อยที่สุดของจดหมายจากเปาโล มันจะบอกเราเกี่ยวกับว่าเปาโลเป็นคนและเป็นผ็รับใช้มากกว่าเรื่องคนอื่น ๆ ดังที่กล่าวว่ามีไม่กี่สิ่งที่เราสามารถได้จากจดหมายฉบับนี้และนำไปใช้กับชีวิตของเราในวันนี้ สิ่งแรกคือการพิทักษ์ทรัพย์สิน ไม่เพียงแต่เงิน แต่เวลาเช่นกัน ชาเมืองมาซีโดเนียนไม่เพียงแต่หยิบยื่นให้โดยไม่เห็นแก่ตัว แต่ "พวกเขาถวายตัวเองต่อพระเจ้าก่อน แล้วจากนั้นอุทิศตัวให้เราทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า" (2 โครินธ์ 8: 5) ในลักษณะเดียวกัน ที่เราควรอุทิศไม่เพียง แต่ทั้งหมดที่เรามีต่อพระเจ้า แต่ทุกอย่างที่เราเป็น พระองค์จริงๆไม่จำเป็นต้องการเงินของเรา ทรงเป็นคนที่มีอำนาจทุกอย่าง ทรงต้องการจิตใจ คนหนึ่งที่ปรารถนาที่จะรับใช้และทำให้เป็นที่พอใจและความรัก การดูแลทรัพย์สินและการให้แด่พระเจ้าเป็นมากกว่าเงินเท่านั้น ใช่ พระเจ้าทรงต้องการให้เราถวายส่วนสิบชักหนึ่งของรายได้ของเรา และทรงสัญญาว่าจะเทพรแก่เราเมื่อเรามอบถวายแด่พระองค์ แม้จะมีมากกว่านั้นคือว่าพระเจ้าต้องการ 100% ทรงต้องการให้เราที่จะให้พระองค์ทั้งหมดทุกอย่างที่เรามี เราควรใช้ชีวิตของเราที่จะยังคงรับใช้พระบิดาของเรา เราไม่ควรที่จะเพียงแต่ให้กับพระเจ้าจากการคืนกลับของเรา แต่ชีวิตของเราควรจะเป็นภาพสะท้อนของพระองค์ ประการแรกเราควรที่จะถวายตัวเองต่อพระเจ้าก่อน จากนั้นต่อคริสตจักรและการรับใช้พระราชกิจของพระเยซูคริสต์



การสำรวจพันธสัญญาใหม่



การสำรวจพระคัมภีร์



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระธรรม 2โครินธ์