พระธรรมกิจการ



ผู้ประพันธ์: พระธรรมกิจการไม่ได้ระบุชื่อผู้ประพันธ์โดยเฉพาะ จากพระธรรมลูกาและกิจการ ก็เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ประพันธ์คนเดียวกัน ที่เขียนทั้งพระธรรมลูกาและกิจการ

ลูกา 1:1-4 “ท่านเธโอฟีลัส ที่เคารพอย่างสูง ท่านทราบแล้วว่า มีหลายคนได้อุตส่าห์เรียบเรียง เรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย ตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้น และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้น ได้แสดงให้เรารู้ เหตุฉะนั้น เนื่องจากข้าพเจ้าเองได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบ เรียงเรื่องตามลำดับ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้รู้ความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องราว เหล่านั้น ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ”

กิจการ 1:1-3 “ข้าแต่ท่านเธโอฟีลัส ในหนังสือเรื่องแรกนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วถึงบรรดาการ ซึ่งพระเยซูได้ทรงตั้งต้นกระทำและสั่งสอน จนถึงวันที่พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไป ในเมื่อได้ตรัสสั่งโดยเดชพระวิญญาณ บริสุทธิ์แก่อัครทูตซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้นั้นแล้ว ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้น ด้วยหลักฐานหลายอย่าง พิสูจน์ว่าพระองค์ทรง พระชนม์อยู่ และได้ทรงปรากฏแก่เขา ทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน และได้ทรงสนทนากับ เขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า”

ตามธรรมเนียมประเพณีคริสตจักรสมัยแรกนั้น ท่านลูกาสหายของอัครทูตเปาโล เขียนทั้งพระธรรมลูกาและกิจการ

โคโลสี 4:14 “ลูกา แพทย์ที่รัก กับเดมาส ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน

2 ทิโมธี 4:11 “ลูกาคนเดียวเท่านั้นที่อยู่กับข้าพเจ้า จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี”

วันที่เขียน: พระธรรมกิจการมีแนวโน้มถูกเขียนขึ้นระหว่างปีค.ศ. 61-64

จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรมกิจการเขียนขึ้นเพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์ของคริสตจักรยุคแรก พระธรรมเล่มนี้เน้นความสำคัญของวันเพนเทคอส และการสำแดงอำนาจที่จะเป็นพยานที่มีพลังสำหรับพระเยซูคริสต์ พระธรรมกิจการบันทึกเรื่องอัครสาวกที่เป็นพยานของพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม แคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และดินแดนส่วนที่เหลือของโลก พระธรรมเล่มนี้อธิบายเรื่องของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงเทฤทธิ์อำนาจ ทรงช่วยนำทาง ทรงให้คำแนะนำสั่งสอนและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของเรา การอ่านพระธรรมกิจการ เราได้รู้แจ้งและได้รับการหนุนใจจากการอัศจรรย์มากมายที่ ได้สำแดงในช่วงเวลานี้โดยอัครสาวกเปโตร ยอห์นและเปาโล พระธรรมกิจการเน้นความสำคัญของการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า และการพลิกฟื้นที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการรู้จักพระคริสต์ นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงมากมายแก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธความจริง ตามที่พวกสาวกเทศนาสั่งสอนเกี่ยวกับองค์พระเยซูคริสต์ ฤทธิ์อำนาจ ความโลภและความชั่วร้ายอื่น ๆ อีกมากมายปรากฎหลักฐานใน พระธรรมกิจการ

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ: กิจการ 1:8 “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณ บริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”

กิจการ 2:4 “เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด”

กิจการ 4:12 “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”

กิจการ 4:19-20 “ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า ‘จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้าควร จะเชื่อฟังท่าน หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่พูดตามที่เห็นและได้ยินนั้นก็ไม่ได้’”

กิจการ 9:3-6 “เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้น มีแสงสว่างส่อง มาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียง ตรัสมาว่า ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม’ เซาโลจึงทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด” พระองค์ตรัสว่า “เราคือเยซู ซึ่งเจ้าข่มเหง แต่เจ้าจงลุกขึ้นเข้า ไปในเมือง และเจ้าจะต้องทำ ประการใดจะมีคนบอกให้รู้”

กิจการ 16:31 “เปาโลกับสิลาสจึงกล่าวว่า ‘จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย’”

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรมกิจการนี้ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร และการเผยแพร่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เช่นเดียวกับการต่อต้านที่เกิดขึ้นมากมายด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์จำนวนมากถูกใช้เพื่อเทศนาและสั่งสอนพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เซาโลซึ่งชื่อของท่านเปลี่ยนไปเป็นเปาโลเป็นคนมีอิทธิพลสูงสุด ก่อนที่ท่านจะกลับใจมาเชื่อ เปาโลพอใจที่ทำการไล่ล่าและฆ่าชาวคริสต์ การกลับใจใหม่ของเปาโลอย่างอัศจรรย์บนถนนดามัสกัส (กิจการ 9: 1-31) เป็นเรื่องที่จุดประกายในพระธรรมกิจการ หลังจากการกลับใจมาเชื่อของเปาโล ท่านก็หันกลับมารักพระเจ้าอย่างสุดชีวิต และออกเทศนาสั่งสอนพระวจนะของพระองค์ด้วยฤทธิ์อำนาจ ความไม่หยุดยั้งอย่างแรงกล้า และพระวิญญาณของพระเจ้าที่เที่ยงแท้ที่ทรงพระชนม์อยู่ พวก สาวกได้รับฤทธิ์อำนาจโดยพระวิญญาณ บริสุทธิ์ที่จะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม (บทที่ 1-8: 3) แคว้นยูเดียและแคว้นสะมาเรีย (บทที่ 8: 4-12: 25) และที่สิ้นสุดปลายแผ่นดินโลก (บทที่ 13: 1 28) ในตอนสุดท้ายมีการเดินทางมิชชันนารีสามครั้งของเปาโลรวมอยู่ด้วย (13: 1-21: 16) การที่ท่านถูกทดลองในกรุงเยรูซาเล็มและซีซาเรีย (21: 17-26: 32) และการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่านไปยังกรุงโรม (27: 1-28: 31) .

การเชื่อมต่อ: พระธรรมกิจการทำหน้าที่เป็นการเชื่อมต่อจากการรักษาบทบัญญัติพันธสัญญาเดิมกับพระคุณและความเชื่อในพันธสัญญาใหม่ การเช่อมต่อนี้มีให้เห็นในเหตุการณ์สำคัญหลายตอนในพระธรรมกิจการ ครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงในพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งหน้าที่หลักในพันธสัญญาเดิมเป็น "การเจิม" คนของพระเจ้าภายนอก ในหมู่พวกเขาได้แก่โมเสส โอทนีเอล กิเดียนและซาอูล

กันดารวิถี 11:17 “เราจะลงมาสนทนากับเจ้าที่นั่น และเราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บน คนเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง”

ผู้วินิจฉัย 3:8-10 “เพราะฉะนั้นพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล และพระองค์ทรงขายเขาไว้ ในมือคูชันริชาธาอิมกษัตริย์ เมืองเมโสโปเตเมีย และคนอิสราเอลได้ปฏิบัติคู ชันริชาธาอิมแปดปี แต่เมื่อคนอิสราเอลร้องทูลพระเจ้า พระเจ้าทรงให้เกิดผู้ช่วยแก่คนอิสราเอล ผู้ได้ช่วยเขาทั้งหลายให้รอด คือโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องชายของคาเลบ พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับ โอทนีเอล และท่านจึงวินิจฉัยคนอิสราเอลและ ออกไปกระทำสงคราม และพระเจ้าทรงมอบคูชันริชาธาอิมกษัตริย์เมือง เมโสโปเตเมียไว้ในมือของท่าน และมือของท่านชนะคูชันริชาธาอิม”

ผู้วินิจฉัย 6:34 “แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับ กิเดโอนท่านก็เป่าเขาสัตว์ เรียกตระกูลอาบีเยเซอร์ให้มาติดตามท่าน”

1 ซามูเอล 10:6-10 “แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าจะมาสถิตกับท่านอย่างมาก และท่านจะเผยพระวจนะกับ คนเหล่านั้น เปลี่ยนเป็นคนละคน เมื่อหมายสำคัญเหล่านี้ เกิดแก่ท่านแล้วจงกระทำอะไรตามแต่มีโอกาสเถิด เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับท่าน และท่านจงลงไปที่กิลกาลก่อนฉัน และดูเถิด ฉันจะลงมาหาท่านเพื่อจะถวาย เครื่องเผาบูชา และถวายสัตว์เป็นเครื่องศานติบูชา ท่านจงคอยอยู่ที่นั่นเจ็ดวันจน ฉันมาหาท่านและสำแดงแก่ท่านว่า ท่านควรจะกระทำอะไร’ เมื่อซาอูลหันหลังไปจะจาก ซามูเอล พระเจ้าทรงประทานจิตใจอีกอย่างหนึ่งแก่ท่าน และหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมด เกิดขึ้นในวันนั้น เมื่อเขาทั้งสองมาถึงกิเบอาห์ ดูเถิด ผู้เผยพระวจนะหมู่หนึ่งพบกับท่าน และพระวิญญาณของพระเจ้าสิงสถิตกับท่านอย่างมาก และท่านก็เผยพระวจนะ อยู่ในหมู่พวกเขา”

หลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู พระวิญญาณได้เสด็จมาอยู่ในหัวใจของผู้เชื่อมากมาย นำแนวทางและเทฤทธิ์อำนาจให้พวกเขาภายใน

โรม 8:9-11 “ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์ และถ้าพระคริสต์อยู่ในท่านทั้งหลายแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะตายไปเพราะบาป แต่วิญญาณจิตของท่านก็จะดำรงอยู่เพราะความชอบธรรม ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์ เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน เป็นขึ้นมาใหม่ โดยเดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย”

1โครินธ์ 3:16 “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของ พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน”

การทรงสถิตของพระวิญญาณเป็นของประทานของพระเจ้าให้แก่ผู้ที่มาหาพระองค์โดยความเชื่อการกลับใจใหม่ของเปาโลเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของการเปลี่ยนแปลงจากพันธสัญญาเดิมไปสู่พันธสัญญาใหม่

เปาโลยอมรับว่า ก่อนที่จะมีท่านได้พบพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ท่านเป็นคนอิสราเอลที่รักชาติและไม่มีที่ติ "เกี่ยวกับความชอบธรรมของพระบัญญัติ" ท่านเดินทางไปไกลที่สุดเพื่อที่จะข่มเหงผู้ที่สอนเรื่องความรอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์

ฟีลิปปี 3:6 ในด้านความกระตือรือร้น ก็ได้ข่มเหงคริสตจักร ในด้านความชอบธรรมซึ่งมีอยู่โดยธรรมบัญญัติ ข้าพเจ้าก็ไม่มีที่ติได้

แต่หลังจากการกลับใจของท่าน ท่านก็ตระหนักว่าความพยายามรัก ษษบทบัญญัติของท่านก็ไร้ประโยชน์ โดยท่านคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเหมือน "ขยะ และที่ผมได้รับพระคริสต์และ พระองค์ทรงพบท่าน ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมของท่านเองที่มาจากบทบัญญัติ แต่โดยความเชื่อในพระคริสต์ --เป็นความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้า และโดยความเชื่อ

ฟีลิปปี 3:8-9 “ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความ รู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือน หยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้า ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ”

ตอนนี้เราก็อยู่โดยความเชื่อ ไม่ได้โดยผลงานของบทบัญญัติ ดังนั้นเราจึงไม่มีอะไรโอ้อวดได้

เอเฟซัส 2:8-9 “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

กิจการ 10:9-15 “วันรุ่งขึ้นคนเหล่านั้นกำลังเดินทางไปใกล้เมืองยัฟฟา แล้วประมาณเวลาเที่ยงวัน เปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาตึกเพื่อจะอธิษฐาน ก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์ และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ทั้งสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง คือสัตว์ที่เดิน ที่เลื้อยคลาน และที่บิน มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า ‘เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด” ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า “มิได้ พระเจ้าข้า เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้าม หรือของมลทินนั้น ข้าพระองค์ไม่เคยรับประทานเลย’ แล้วจึงมีพระสุรเสียงเป็นครั้ง ที่สองว่าแก่ท่านว่า ‘ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้วอย่าว่าเป็น ของต้องห้าม’”

นิมิตของเปโตรเรื้องผืนผ้าปูที่นอน เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงจาก พันธสัญญาเดิม—ในกรณีนี้บทบัญญัติเรื่องการรับประทานอาหารของชาวยิว---ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันในพันธสัญญาใหม่ของชาวยิวและคนต่างชาติในคริสตจักรสากล

สัตว์ทั้งหลายที่ “สะอาด" เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิวและสัตว์ที้งหลายที่ "ไม่สะอาด" เป็นสัญลักษณ์ของคนต่างชาติ ที่ทั้งสองฝ่ายพระเจ้าทรงประกาศว่า "ได้สะอาดแล้ว" ผ่านการเสียสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ไม่อยู่ภายใต้กติกาพันธสัญญาเดิมอีกต่อไป ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกันใน พันธสัญญาใหม่แห่งพระคุณโดยความเชื่อ ในพระโลหิตของพระคริสต์บนไม้กางเขน

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจผ่านทางคนธรรมดาเมื่อพระองค์ทรงเทฤทธิ์อำนาจแก่พวกเขาโดยทางพระวิญญาณของพระองค์สำคัญอย่างยิ่งที่พระเจ้าทรงเลือกเอากลุ่มชาวประมงและใช้พวกเขาไปพลิกคว่ำโลก

กิจการ 17:6 “ครั้นไม่พบ จึงฉุดลากยาโสนกับพวกพี่น้องบางคน ไปหาเจ้าหน้าที่ผู้ครองเมือง ร้องว่า ‘คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์มาที่นี่ด้วย’”

พระเจ้าทรงนำเอาฆาตกรผู้เกลียดคริสเตียน และทรงเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นนักประ กาศศาสนาคริสต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เป็นผู้เขียนพระธธรมเกือบครึ่งหนึ่ง ของพันธสัญญาใหม่พระเจ้าทรงใช้การข่มเหงประหัตประหารที่จะทำให้เกิดการแผ่ขยายเรื่อง "ความเชื่อใหม่" ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก พระเจ้าทรงกระทำได้และทรงทำเช่นเดียวกันผ่านทางพวกเรา---โดยเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เทฤทธิ์อำนาจแก่เราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทรงทำให้เรามีความปรารถนาที่จะเผยแพร่ข่าวดีเรื่องความรอดโดยพระคริสต์ ถ้าเราพยายามที่จะบรรลุสิ่งเหล่านี้โดยใช้อำนาจของเราเอง เราจะล้มเหลว

กิจการ 1:8 “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก’”

เราต้องรอให้พระวิญญาณทรงเทฤทธิ์อำนาจให้ จากนั้นก็ออกไปโดยฤทธิ์อำนาจของ พระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจยิ่งใหญ่สำเร็จลุล่วงไป

มัทธิว 28:19-20 “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้ง หลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค’”



การสำรวจพันธสัญญาใหม่



การสำรวจพระคัมภีร์



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระธรรมกิจการ