พระธรรมเยเรมีย์



ผู้ประพันธ์: เยเรมีย์บทที่ 1 ข้อ 1 ระบุว่าศาสดาพยากรณ์เยเรมีย์เป็นผู้เขียนพระธรรมเยเรมีย์

เยเรมีย์ 1:1 “ถ้อยคำของเยเรมีย์ บุตรของฮิลคียาห์ผู้หนึ่งในหมู่ปุโรหิต ผู้อยู่ตำบลอานาโธท ในแผ่นดินของเผ่าเบนยามิน”

วันที่เขียน: พระธรรมเยเรมีย์เขียนขึ้นระหว่างปี ก.ค.ศ. 630 และ 580

จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรมเยเรมีย์บันทึกคำทำนายสุดท้ายที่มีต่อยูดาห์ เตือนว่าหายนะกำลังจะมาถึงถ้าคนในประเทศไม่ได้กลับใจ เยเรมีย์เรียกร้องให้คนในประเทศที่จะหันกลับไปหาพระเจ้า ในเวลาเดียวกัน เยเรมีย์ตระหนักถึงความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ยูดาห์จะพบความหายนะ เนื่องจากการนับถือรูปเคารพ ไม่สำนึกผิด และผิดศีลธรรม

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:
เยเรมีย์ 1:5 “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะให้แก่ บรรดาประชาชาติ”

เยเรมีย์ 17:9 “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า”

เยเรมีย์ 29:10-11 “เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เมื่อเจ็ดสิบปีแห่ง บาบิโลนครบแล้ว เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้าและจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า”

เยเรมีย์ 52:12-13 “เมื่อวันที่สิบในเดือนที่ห้าซึ่งเป็นปีที่สิบเก้าของรัชกาลกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลน เนบูซาระดานผู้บังคับบัญชาทหารรักษาพระองค์ ผู้ปรนนิบัติกษัตริย์บาบิ โลนได้เข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม และเขาได้เผาพระนิเวศของพระเจ้า และพระราชวัง และบรรดาเรือนทั้งสิ้นของ กรุงเยรูซาเล็มเสีย ท่านเผาบ้านใหญ่ๆเสียหมดทุกหลัง”

บทสรุปโดยย่อ: พระธรรมเยเรมีย์เป็นข้อพระธรรมสำคัญเรื่องการพิพากษายูดาห์ที่ไปนับถือรูปเคารพป่าเถื่อน

เยเรมีย์ 7:30-34 “พระเจ้าตรัสว่า พงศ์พันธุ์ของยูดาห์ได้กระทำความชั่วในสายตาของเรา เขาได้วางสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไว้ในนิเวศ ซึ่งเรียกตามชื่อของเรา กระทำให้มีมลทิน และได้สร้างที่สูงของโทเฟท ซึ่งอยู่ในหุบเขาแห่งบุตรชายของ ฮินโนม เพื่อ จะเผาบุตรชายและบุตรหญิงของเขา ทั้งหลายเสียด้วยไฟ ซึ่งเรามิได้บัญชา และไม่เคยมีขึ้นในใจของเรา พระเจ้าตรัสว่า เพราะฉะนั้น ดูเถิด วันเวลาจะมาถึงเมื่อ เขาจะไม่เรียกที่นั้นอีกว่าโทเฟท หรือภูเขาแห่งบุตรชายฮินโนม แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่าฟันกัน เพราะเขาจะฝังกันไว้ในโทเฟท เพราะแห่งอื่นไม่มีที่ว่างแล้ว และศพของชนชาตินี้จะเป็นอาหารของนกในอากาศ และแก่สัตว์แห่งแผ่นดินโลก และไม่มีใครจะขับไล่ให้มันไปเสียได้ เราจะกระทำให้เสียงบรรเทิงและ เสียงรื่นเริง เสียงของเจ้าบ่าว และเสียงของเจ้าสาว ขาดไปเสียจากหัวเมืองของยูดาห์ และจากถนนหนทางแห่งเยรูซาเล็ม เพราะว่าดินนั้นจะต้องเป็นที่ร้างเปล่า”

เยเรมีย์ 16:10-13 “เมื่อเจ้าบอกถ้อยคำเหล่านี้แก่ชนชาตินี้ และเขาทั้งหลายพูดกับเจ้าว่า 'ทำไมพระเจ้าจึงทรงประกาศโทษใหญ่ยิ่งทั้งสิ้นนี้ให้ตกแก่เรา บาปชั่วของเราคืออะไรเล่า เราได้กระทำบาปอะไรต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเล่า' แล้วเจ้าพึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า 'พระเจ้าตรัสว่า เพราะบรรพบุรุษของเจ้าได้ละทิ้งเรา และได้ติดสอยห้อยตามพระอื่น และได้ปรนนิบัติ และนมัสการพระนั้น และได้ละทิ้งเรา และมิได้รักษาพระธรรมของเรา และเพราะเจ้าทั้งหลายได้ กระทำชั่วร้ายยิ่งเสียกว่าบรรพบุรุษของเจ้า เพราะดูเถิด เจ้าทุกๆคนได้ติดตามเจตนาชั่วร้ายดื้อดึงของตนเอง ปฏิเสธไม่ยอมฟังเรา เพราะฉะนั้นเราจะเหวี่ยงเจ้าออกเสียจากแผ่นดินนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเจ้าหรือบรรพบุรุษของเจ้าไม่รู้จัก และที่นั่นเจ้าจะปรนนิบัติพระอื่นทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเราจะไม่สำแดงพระคุณแก่เจ้าเลย'”

เยเรมีย์ 22:9 “และเขาทั้งหลายจะตอบว่า “เพราะเขาทั้งหลายได้ละทิ้ง พันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขา และนมัสการกับปรนนิบัติพระอื่น”

เยเรมีย์ 32:29 “ชาวเคลเดียผู้ต่อสู้กับเมืองนี้ จะมาเผาเมืองนี้เสียด้วยไฟให้ไหม้หมด ทั้งบรรดาบ้านที่เขาเผาเครื่องถวายพระบาอัลที่บนหลังคา และเทเครื่องดื่ม บูชาถวายแก่พระอื่น เพื่อยั่วเย้าเราให้กริ้ว”

เยเรมีย์ 44:2-3 “พระเจ้าจอมโยธาพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า เจ้าทั้งหลายได้เห็นบรรดา เหตุร้ายที่เรานำมาเหนือ กรุงเยรูซาเล็มและเหนือหัวเมืองยูดาห์ทั้งสิ้น ดูเถิด ทุกวันนี้เมืองเหล่านั้นก็เป็นที่ร้างเปล่า ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ในนั้น เพราะความอธรรมซึ่งเขาทั้งหลายได้ กระทำได้ยั่วเย้าเราให้มีความโกรธ ด้วยการที่เขาทั้งหลายไปเผาเครื่องหอม และปรนนิบัติพระอื่นซึ่งเขาไม่รู้จัก ไม่ว่าเขาเอง หรือเจ้าทั้งหลายหรือบรรพบุรุษของเจ้า”

หลังจากกษัตริย์โยสิยาห์สิ้นพระชนม์ กษัตริย์ผู้ชอบธรรมองค์สุดท้าย ประเทศยูดาห์ได้ละทิ้งพระเจ้าและพระบัญญัติของพระองค์เกือบทั้งหมด เยเรมีย์เปรียบเทียบยูดาห์เหมือนโสเภณี

เยเรมีย์ 2:20 “เพราะว่านานมาแล้วเจ้าหักแอกของเจ้า และระเบิดพันธนะของเจ้าเสีย และเจ้าได้กล่าวว่า 'ข้าจะไม่ปรนนิบัติ' เออ เจ้าได้โน้มตัวลงเล่นชู้ บนเนินเขาสูงทุก แห่ง และใต้ต้นไม้เขียวสดทุกต้น”

เยเรมีย์ 3:1-3 “ถ้าชายคนใดหย่าภรรยาของตน และเธอก็ไปจากเขาเสีย และไปเป็นภรรยาของ ชายอีกคนหนึ่ง เขาจะกลับไปหาเธอหรือ แผ่นดินนั้นจะไม่โสโครกมากมายหรือ เจ้าได้เล่นชู้กับคนรักมากมายแล้ว และเจ้าจะกลับมาหาเราหรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ จงแหงนหน้าขึ้นสู่บรรดาที่สูงอันโล้นนั้น และดูซี ที่ไหนบ้างที่ไม่มีคนมานอนด้วย เจ้าได้นั่งคอยคนรักของเจ้าอยู่ที่ริมทาง อย่างคนอาหรับในถิ่นทุรกันดาร เจ้าได้กระทำให้แผ่นดินโสโครก ด้วยการแพศยาอย่างชั่วร้ายของเจ้า เพราะฉะนั้นฝนจึงได้ระงับเสีย และฝนชุกปลายฤดูจึงขาดไป แต่เจ้ามีหน้าผากของ หญิงแพศยา เจ้าปฏิเสธไม่ยอมอาย พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงพิพากษาเรื่องการไหว้รูปเคารพอย่างรุนแรงที่สุด

เลวีนิติ 26:31-33 “เราจะให้เมืองของเจ้าเริศร้าง และจะกระทำให้สถานนมัสการของเจ้าว่างเปล่า และเราจะไม่ดมกลิ่นถวายของเจ้าที่พอใจ และเราจะให้แผ่นดินของเจ้าร้างแล้ง จนศัตรูของเจ้าผู้จะมาอาศัยอยู่ในนั้นแปลกใจ และเราจะให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไป อยู่ในบรรดาประชาชาติ และเราจะให้ดาบออกจากฝักไล่ตามเจ้า และแผ่นดินของเจ้าจะเริศร้าง และเมืองของเจ้าจะว่างเปล่า”

พระราชบัญญัติ 28:49-68 “พระเจ้าจะทรงนำประชาชาติหนึ่งมาต่อสู้กับท่านจากทางไกล จากที่สุดปลายแผ่นดินโลก เร็วเหมือนนกอินทรีบินมา เป็นประชาชาติที่ท่านไม่รู้จักภาษาของเขา เป็นประชาชาติที่มีหน้าตาดุ คือผู้ซึ่งไม่เคารพคนแก่และไม่พอใจหนุ่มสาว และจะรับประทานลูกสัตว์ของท่าน และพืชผลจากพื้นดินของท่าน จนท่านจะถูกทำลาย ทั้งเขาจะไม่เหลือข้าว เหล้าองุ่น หรือน้ำมัน ลูกวัวหรือลูกแกะอ่อนไว้ให้ท่าน จนกว่าเขาจะกระทำให้ท่านพินาศ เขาจะล้อมท่านไว้ทุกหัวเมืองจนกำแพงสูงและเข้มแข็ง ซึ่งท่านไว้วางใจนั้นพังทลายลงทั่วแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านจะต้องรับประทานพงศ์พันธุ์แห่งร่างกายของท่านเป็นอาหาร คือเนื้อบุตรชายและบุตรหญิงของท่าน ผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านประทานแก่ท่าน ในการล้อมและในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากนั้น ผู้ชายสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่านทั้งหลาย จะหวงอาหารไม่ให้พี่น้องของตน ไม่ให้ภรรยาที่อยู่ในอ้อมอกของตน และไม่ให้ลูกๆคนสุดท้ายที่เหลืออยู่กับตน จนเขาจะไม่ยอมให้ใครกินเนื้อลูกของตนซึ่งกำลังกินอยู่ เพราะไม่มีอะไร เหลือให้เขาอีกแล้ว ในการล้อมและในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกหัวเมือง ผู้หญิงสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่าน ซึ่งไม่เคยย่างเท้าลงที่พื้นดิน เพราะเป็นคนสำอางและสำรวยอย่างนั้น จะหวงไม่ให้สามีในอ้อมอกของเธอ และไม่ให้บุตรชายและบุตรหญิงของเธอ ได้รกซึ่งเพิ่งออกมาจากหว่างขาของเธอ และลูกแดงที่เพิ่งคลอด เพราะว่าเธอจะกินเป็นอาหาร เงียบๆเพราะขัดสนทุกอย่าง ในการถูกล้อมและ ในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกหัวเมือง ‘ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำของธรรม บัญญัติซึ่งเขียนไว้ใน พระธรรมเล่มนี้ ที่จะให้ยำเกรงพระนามที่ทรงพระสิริและที่น่าสะพรึงกลัวนี้ คือพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน แล้วพระเจ้าจะทรงนำมาสู่ท่านและลูกหลานของท่านซึ่ง ความทุกข์ใจอย่างผิดธรรมดา ความทุกข์ใจร้ายแรงและช้านานและความเจ็บไข้ต่างๆที่ร้ายแรงและช้านาน และพระองค์จะทรงนำโรคทั้งหลายแห่งอียิปต์ ซึ่งท่านกลัวนั้นมาสู่ท่านอีก และมันจะติดพันท่านอยู่ โรคทุกอย่างและความทุกข์ใจทุกอย่าง ซึ่งมิได้ระบุไว้ในพระธรรมนี้ พระเจ้าจะทรงนำมายังท่าน จนกว่าท่านทั้งหลายจะถูกทำลาย ซึ่งพวกท่านทั้งหลายมีมากอย่างดวงดาวในท้องฟ้านั้น ท่านก็จะเหลือแต่จำนวนน้อย เพราะว่าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระเจ้าพอพระทัยที่จะทรงกระทำดีต่อท่าน และอำนวยพระพรให้ท่านทวีมากขึ้นนั้น พระองค์ก็จะทรงพอพระทัยที่จะทรงทำ ให้ท่านพินาศและทำลายท่านเสียเช่นเดียวกัน ท่านจะต้องถูกเด็ดทิ้งไปเสียจากแผ่นดินซึ่ง ท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น และพระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่าน ทั้งหลายกระจัดกระจายไปท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย ตั้งแต่ที่สุดปลายโลกข้างนี้ไปถึงข้างโน้น ณ ที่นั้นท่านจะปรนนิบัติพระอื่นๆซึ่งท่านและ บรรพบุรุษของท่านไม่รู้จัก คือพระซึ่งทำด้วยไม้และศิลา เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางประชาชาติต่างๆนั้น ท่านจะไม่พบความสบายเลย ส้นเท้าของท่านจะไม่มีที่หยุดพัก เพราะพระเจ้าจะประทานให้ท่าน มีจิตใจที่หวาดหวั่นมีตาที่มืดมัวลง และมีชีวิตที่ค่อยๆวอดลง และชีวิตของท่านก็จะแขวนอยู่ข้างหน้าท่านอย่างสงสัย ท่านจะครั่นคร้ามอยู่ทั้งกลางคืนและกลางวัน ไม่มีความแน่ใจในชีวิตของท่านเลย ในเวลาเช้าท่านจะกล่าวว่า 'ถ้าเป็นเวลาเย็นก็จะดี' และในเวลาเย็นท่านจะกล่าวว่า 'ถ้าเป็นเวลาเช้าก็จะดี' เพราะความครั่นคร้ามที่ท่านมีอยู่นั้น และเพราะสิ่งที่ตาท่านจะเห็น และพระเจ้าจะนำท่านกลับมาทางเรือถึงอียิปต์ เป็นการเดินทางซึ่งข้าพเจ้าได้ สัญญาว่าท่านจะไม่พบเห็น อีกเลย ณ ที่นั่นท่านจะต้องมอบตัวขายให้ศัตรูเป็นทาสชายและทาสหญิง แต่จะไม่มีผู้ใดซื้อท่าน”

เยเรมีย์กำลังเตือนยูดาห์ว่าการพิพากษาของพระเจ้ามาใกล้แล้ว พระเจ้าได้ทรงช่วยยูดาห์ให้รอดพ้นจากการถูกทำลายนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระเมตตาของพระองค์ก็ถึงที่สิ้นสุด เยเรมีย์บันทึกว่ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ครอบครองยูดาห์และทำให้ตกอยู่ใต้อำนาจพระ องค์

เยเรมีย์ 24:1 “หลังจากเนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลนได้จับเยโคนิยาห์ ราชบุตรของเยโฮยาคิมกษัตริย์แห่งยูดาห์ ไปเป็นเชลยเสียจากเยรูซาเล็ม พร้อมกับเจ้านายแห่งยูดาห์ ทั้งพวกช่างและช่างเหล็ก และนำเขามายังกรุงบาบิโลนแล้วพระเจ้า ก็ทรงสำแดงนิมิตแก่ข้าพเจ้าดังนี้ ดูเถิด มีกระจาดสองลูกใส่มะเดื่อวางไว้ หน้าพระวิหารของพระเจ้า หลังจากเนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลนได้จับเยโคนิยาห์ ราชบุตรของเยโฮยาคิมกษัตริย์แห่งยูดาห์ ไปเป็นเชลยเสียจากเยรูซาเล็ม พร้อมกับเจ้านายแห่งยูดาห์ ทั้งพวกช่างและช่างเหล็ก และนำเขามายังกรุงบาบิโลนแล้วพระเจ้า ก็ทรงสำแดงนิมิตแก่ข้าพเจ้าดังนี้ ดูเถิด มีกระจาดสองลูกใส่มะเดื่อวางไว้ หน้าพระวิหารของพระเจ้า”

หลังจากพวกเขากบฏต่อพระเจ้าต่อไป พระเจ้าทรงนำเนบูคัดเนสซาร์ยกกองทัพบาบิโลนกลับไปทำลายยูดาห์และเยรูซาเล็มและปล่อยให้รกร้าง (เยเรมีย์บทที่ 52) แม้จะทรงพิพากษาอย่างรุนแรงที่สุดนี้ พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะทำการฟื้นฟูชนชาติยูดาห์กลับสู่ดินแดนที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่พวกเขา

เยเรมีย์ 29:10 “เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เมื่อเจ็ดสิบปีแห่ง บาบิโลนครบแล้ว เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและ จะให้คำสัญญาของเรา สำเร็จเพื่อเจ้าและจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้”

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: เยเรมีย์ 23:5-6 “พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะเพาะอังกูรชอบธรรมให้ดาวิด และท่านจะทรงครอบครองเป็นกษัตริย์และ กระทำกิจอย่างเฉลียวฉลาด และจะทรงประทานความยุติธรรมและ ความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น ในสมัยของท่านยูดาห์จะรอดได้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างมั่นคง และนี่จะเป็นนามซึ่งเราจะเรียกท่าน คือ 'พระเจ้าเป็นความชอบธรรมของเรา'”

นี้เป็นการบอกคำทำนายเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ คือพระเยซูคริสต์ ผู้เผยพระวจนะบรรยายว่าพระองค์ทรงสืบสายมาจากตระกูลของดาวิด (ข้อ 5 มัทธิว 1) จอมกษัตริย์ผู้ที่จะทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระปัญญาและความชอบธรรม (ข้อ 5)

วิวรณ์ 11:15 “และทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เป่าแตรขึ้น และมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์ว่า ‘ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์’”

นี่คือพระคริสต์ผู้ที่ในที่สุดก็จะได้รับการยอมรับโดยอิสราเอลว่าเป็นพระเมสสิยาห์องค์แท้จริง เมื่อพระองค์ทรงประทานความรอดแก่บรรดาคนที่ได้ทรงเลือกสรรไว้ (ข้อ 6)

โรม 11:26 “และเมื่อเป็นดังนั้น พวกอิสราเอลทั้งปวงก็จะได้รับความรอด ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมาจากเมืองศิโยน และจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยาโคบ”

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: ศาสดาพยากรณ์เยเรมีย์ได้กล่าวพระคำที่ยากลำบากใจที่สุด เยเรมีย์รักยูดาห์ แต่เขารักพระเจ้ามากกว่า เป็นความเจ็บปวดสำหรับเยเรมีย์ในการกล่าวข้อพระคำที่แน่วแน่เรื่องการพิพากษาแก่พี่น้องร่วมชาติของตัวเอง แต่เยเรมีย์ก็เชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสสั่งให้เขาทำและพูด เยเรมีย์คาดหวังและภาวนาขอพระเมตตาจากพระเจ้าสำหรับยูดาห์ แต่ยังเชื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงแสนดี ทรงยุติธรรมและทรงความชอบธรรม เช่นเดียวกัน เราก็ต้องเชื่อฟังพระเจ้า แม้เมื่ออยู่ในยามยาก ยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้าว่าเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความต้องการของเราเอง และเชื่อวางใจว่าพระเจ้า โดยพระปัญญาอนันต์ และแผนการอันสมบูรณ์ของพระองค์ จะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบุตรของพระองค์

โรม 8:28 “เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระ องค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”



การสำรวจพันธสัญญาเดิม



การสำรวจพระคัมภีร์



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระธรรมเยเรมีย์