ทำไมความเข้าใจในพระคัมภีร์จึงสำคัญ?




คำถาม: ทำไมความเข้าใจในพระคัมภีร์จึงสำคัญ?

คำตอบ:
ความเข้าใจพระคัมภีร์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของ พระเจ้า เมื่อเราเปิดพระคัมภีร์ เราอ่านข่าวสารของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา อะไรจะสำคัญกว่าความเข้าใจสิ่งที่พระผู้สร้างจักรวาลได้ตรัส

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่บุคคลหนึ่งพยายามที่จะเข้าใจจดหมายรักจากสุดที่รักของเขา พระเจ้าทรงรักเราและทรงปรารถนาที่จะฟื้นฟูการสามัคคีธรรมของเรากับพระองค์

มัทธิว 23:37 “โอ เยรูซาเล็มๆที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้มาหาเจ้าถึงตาย เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนืองๆ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ”

พระเจ้าทรงสื่อสารความรักของพระองค์กับเราในพระคัมภีร์

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

1 ยอห์น 3:1 “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น เหตุที่โลกไม่รู้จักเราทั้งหลาย ก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์”

1 ยอห์น 4:10 “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา”

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ทหารพยายามจะเข้าใจการจัดส่งไปที่จุดหมายจากผู้บัญชาการทหารของเขา การเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้าถวายพระเกียรติแด่พระองค์และทรงนำวิถีชีวิตของเรา พระบัญชาเหล่านั้นพบได้ในพระคัมภีร์

ยอห์น 14:15 “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา”

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่นายช่างพยายามจะเข้าใจคู่มือซ่อม หลายสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปในโลกนี้ และพระคัมภีร์ไม่เพียงแต่วินิจฉัยปัญหา(บาป) แต่ยังชี้ให้เห็นคำตอบด้วย (เชื่อในพระคริสต์)

โรม 6:23 “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่คนขับรถพยายามจะเข้าใจสัญญาณไฟจราจร พระคัมภีร์ให้คำแนะนำแก่เราตลอดชีวิต แสดงให้เราเห็นทางเดินแห่งความปลอดภัยและด้วยปัญญา

เพลงสดุดี 119:11, 105 “ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์ พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่ มรรคาของข้าพระองค์”

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกับคนที่อยู่ในเส้นทางพายุพัดผ่านจะพยายามเข้าใจรายงานสภาพอากาศ พระคัมภีร์ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันสุดท้าย เป็นเสียงเตือนที่ชัดเจนของการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง (มัทธิว 24-25) และวิธีที่จะหลีกพ้นได้

โรม 8:1 “เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”

เราแสวงหาความเข้าใจพระคัมภีร์ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่นักอ่านตัวยงพยายามจะเข้าใจผู้เขียนหนังสือที่เขาชื่นชอบ พระคัมภีร์เปิดเผยให้เห็นเราบุคคลและพระสิริของพระเจ้า ดังที่สำแดงในพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์

ยอห์น 1:1-18 “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่ มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้ แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่ พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์ แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา ยอห์นได้เป็นพยานให้แก่พระองค์ และร้องประกาศว่า ‘นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า’ และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์ เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ใน พระทรวงของพระบิดา พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว”

ยิ่งเราอ่านและเข้าใจพระคัมภีร์มากเท่าใด เรายิ่งรู้จักพระผู้เขียนอย่างใกล้ชิดสนิทมากขึ้น

เท่านั้นเมื่อฟิลิปกำลังเดินทางไปยังเมืองกาซา พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำท่านไปพบชายคนหนึ่ง ที่กำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์ตอนหนึ่ง ฟิลิปได้ตรงเข้าไปหาชายคนนั้น ท่านเห็นสิ่งที่เขาได้อ่านและถามคำถามที่สำคัญมาก "ท่านเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังอ่านหรือไม่" (กิจการ 8:30) ฟิลิปรู้ดีว่าความเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อ. ปราศจากความเข้าใจพระคัมภีร์ เราไม่สามารถนำมันไปใช้ เชื่อฟัง หรือเชื่อถือได้



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ทำไมความเข้าใจในพระคัมภีร์จึงสำคัญ?