พระเยซูทรงเป็นนักมังสวิรัติไหม คริสเตียนควรเป็นนักมังสวิรัติไหม?




คำถาม: พระเยซูทรงเป็นนักมังสวิรัติไหม คริสเตียนควรเป็นนักมังสวิรัติไหม?

คำตอบ:
พระเยซูไม่ทรงเป็นนักมังสวิรัติ พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเยซูทรงเสวยปลาและเนื้อแกะ

ลูกา 24:42-43 “เขาก็เอาปลาย่างชิ้นหนึ่งมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขาทั้งหลาย ลูกา 22:8-15”พระองค์จึงทรงใช้เปโตรและยอห์นไป สั่งเขาว่า “จงไปจัดเตรียมปัสกาให้เราทั้งหลายกิน” เขาทูลถามพระองค์ว่า “จะให้ข้าพระองค์จัดเตรียมที่ไหน” ลูกา 24:42-43 “เขาก็เอาปลาย่างชิ้นหนึ่งมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขาทั้งหลาย

ลูกา 22:8-15”พระองค์จึงทรงใช้เปโตรและยอห์นไป สั่งเขาว่า “จงไปจัดเตรียมปัสกาให้เราทั้งหลายกิน” เขาทูลถามพระองค์ว่า “จะให้ข้าพระองค์จัดเตรียมที่ไหน” พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ดูเถิด เมื่อท่านจะเข้าไปในกรุง ก็จะมีชายคนหนึ่งทูนหม้อน้ำมาพบท่าน เขาจะเข้าในเรือนไหน จงตามเขาไปในเรือนนั้น จงพูดกับเจ้าของเรือนว่า 'พระอาจารย์ให้ถามท่านว่า “ห้องที่เราจะกินปัสกากับ เหล่าสาวกของเราได้นั้นอยู่ที่ไหน” ' เจ้าของเรือนจะชี้ให้ท่าเห็ห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้แล้ว ที่นั่นแหละจงจัดเตรียมไว้เถิด” เขาทั้งสองจึงไปและพบเหมือนคำที่พระองค์ได้ตรัสแก่เขา แล้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้พร้อม เมื่อถึงเวลา พระองค์ทรงเอนพระกายเสวยพร้อมกับอัครทูต พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะกินปัสกานี้กับพวกท่าน ก่อนเราจะต้องทนทุกข์ทรมาน

พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์เลี้ยงฝูงชนมากมายด้วยปลแลขนมปัง มันคงเป็นการกระทำที่ประหลาดสำหรับพระองค์ถ้าทรงเป็นนักมังสวิรัติ

มัทธิว 14:17-21 “พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า “ที่นี่พวกข้าพระองค์มีแต่ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด” แล้วพระองค์ทรงสั่งให้คเหล่านั้นนั่งลงที่หญ้า เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ถวายคำสาธุการ และหักส่งให้เหล่าสาวก เหล่าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง เขาได้กินอิ่ทุกคน ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น เขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม ฝ่ายคนที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน มิได้นับผู้หญิงและเด็ก”

ในนิมิตที่สำแดงแก่อัครทูตเปโตร พระเยซูทรงประกาศว่าอาหารทุกอย่างทรงชำระสะอาด รวมทั้งพวกสัตว์

กิจการ 10:10-15 “ก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรก็เข้สู่ภวังค์ และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ทั้งสี่มุมหย่อมายังพื้นโลก ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง คือสัตว์ที่เดิน ที่เลื้อยคลาน และที่บิน มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า “เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด” ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า “มิได้ พระเข้า เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้าม หรือของมลทินนั้น ข้าพระองค์ไม่เคยรับประทานเลย” แล้วจึงมีพระสุรเสียงเป็นครั้งที่สองว่าแก่ท่านว่า ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้วอย่าว่าเป็นของต้อง ห้าม”

หลังจากที่น้ำท่วมโลกสมัยโนอาห์ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษยชาติกินเนื้อ

ปฐมกาล 9:2-3 “บรรดาสัตว์บนแผ่นดิน บรรดานกในอากาศ บรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานอยู่บนแผ่นดิน และปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัวพวกเจ้า เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในมือของพวกเจ้า ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่เจ้าแล้ว

พระเจ้าไม่ได้ทรงล้มเลิกการอนุญาตนี้ กับคำที่กล่าวว่า ไม่เป็นการผิดเลยหากคริสเตียนเป็นนักมังสวิรัติ พระคัมภีร์ไม่ได้สั่งให้เรากินเนื้อ ไม่เป็นการผิดอะไรหากละเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ สิ่งที่พระคัมภีร์ได้บอกก็คือว่า เราไม่ควรใช้ความเชื่อของเราตัดสินเรื่องนี้กับคนอื่น ๆ ว่าทำผิด หรือตัดสินพวกเขาจากสิ่งที่พวกเขากินหรือไม่กิน

โรม 14:2-3 “คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่คนที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่ได้กิน และอย่าให้คนที่มิได้กินกล่าวโทษคนที่ได้กิน เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดรับเขาไว้แล้ว”

อีกครั้ง พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์กินเนื้อภายหลังน้ำท่วมโลก (ปฐมกาล 9: 3) ในบทบัญญํติสมัยพันธสัญญาเดิม ชนชาติอิสราเอลได้รับคำสั่งไม่ให้กินอาหารบางอย่าง แต่ไม่เคยมีคำสั่งห้ามการกินเนื้อสัตว์

เลวีนิติ 11:1-47 1 พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ต่อไปนี้เป็นสัตว์ที่มีชีวิตในบรรดาสัตว์ในโลก ซึ่งเจ้าจะรับประทานได้ บรรดาสัตว์ที่แยกกีบและมีกีบผ่า และสัตว์เคี้ยวเอื้องเจ้ารับประทานได้ อย่างไรก็ตาม สัตว์ต่อไปนี้ที่เคี้ยวเอื้องหรือแยกกีบ เจ้าก็อย่ารับประทานอูฐ เพราะมันเคี้ยวเอื้องแต่ไม่แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า ตัวกระจงผา เพราะว่ามันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องแต่ไม่แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า กระต่าย เพราะว่ามันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง แต่ไม่แยกกีบ เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า หมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่าแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า อย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซากของมัน มันเป็นของมลทินแก่เจ้า

“สัตว์ที่อยู่ในน้ำทั้งหมดเหล่านี้เจ้ารับประทานได้ ของทุกอย่างซึ่งอยู่ในน้ำที่มีครีบและมีเกล็ด จอยู่ในทะเลหรือในแม่น้ำก็ตามเจ้ารับประทานได้ แต่ของทุกอย่างซึ่งอยู่ในน้ำไม่มีครีบและเกล็ด จเป็นสัตว์เล็กๆในน้ำ หรือสัตว์ที่มีชีวิตในน้ำ เป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจแก่เจ้า ให้คงเป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจแก่เจ้า เนื้อมันก็ดีเจ้าอย่ารับประทาน และซากของมันก็ดีเจ้าพึงรังเกียจ ของทุกอย่างซึ่งอยในน้ำไมมีครีบและเกล็ด เป็นของพึงรังเกียจแก่เจ้า “ต่อไปนี้เป็นนกซึ่งเจ้าพึงรังเกียจ เจ้าอย่ารับประทาน มันเป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจ คือ นกอินทรี นกแร้ง นกออก นกเหยี่ยวหางยาว เหยี่ยวตามชนิดของมัน นกแกตามชนิดของมัน นกกระจอกเทศ นกเค้าโมง นกนางนวล เหยี่ยวนกเขาตามชนิดของมัน นกเค้าแมว นกอ้ายงั่ว นกทึดทือ นกอีโก้ง นกกระทุง นกแร้ง นกกระสาดำ นกกระสตามชนิดของมัน นกหัวขวาน และค้างคาว “แมลงมีปีกซึ่งคลานสี่ขา เป็นสัตว์ที่พึงรังเกียจแก่เจ้า แต่ในบรรดาแมลงมีปีกที่คลานสี่ขานี้ เจ้าจะรับประทานจำพวกที่มีขาพับใช้กระโดดไปบนดินได้ ในจำพวกแมลงต่อไปนี้เจ้ารับประทานได้ ตั๊กแตนตามชนิดของมัน จิ้งหรีดโกร่งตามชนิดของมัน จักจั่นตามชนิดของมัน และตั๊กแตนโมตามชนิดของมัน แต่แมลงมีปีกอย่างอื่นซึ่งมีสี่ขา เป็นสัตวที่พึงรังเกียจแก่เจ้า “สิ่งเหล่านั้นจะกระทำให้เจ้ามลทินได้ คือผู้หนึ่งผู้ใดแตะต้องซากของ มันจะต้องมลทินไปถึงเวลาเย็น ผู้ใดถือซากสัตว์ส่วนใดๆไป ต้องซักเสื้อผ้าของตน และมลทินไจนถึงเวลาเย็น สัตว์แยกกีบแต่ไม่มีกีบผ่าไม่เคี้ยวเอื้อง เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า ผู้ใดแตะต้องสัตว์เหล่านี้จะมลทิน ในบรรดาสัตว์สี่เท้าทุกอย่างซึ่งเดินด้วยขยุ้มเท้า เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า ผู้ใดแตต้องซากสัตว์นี้จะต้องมลทินไปถึงเวลาเย็น ผู้ใดนำซากมันไปจะต้องซักเสื้อผ้าของตน และมลทินไปจนถึงเวลาเย็น เป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า “ในบรรดาสัตว์เล็กๆซึ่งมีมากบนดินชนิดต่อไปนี้ เป็สัตว์มลทินแก่เจ้า คือ อีเห็น หนู เหี้ย ตามชนิดของมัน จิ้งจก จะกวด แย้ จิ้งเหลน และกิ้งก่า

ในบรรดาสัตว์เล็กๆที่มีมากชนิดเหล่านี้ เป็นมลทินแก่เจ้า ผู้ใดแตะต้องเมื่อมันตายแล้ว ผู้นั้นจมลทินไปถึงเวลาเย็น และเมื่อมันตายตกทับสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นมลทิน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไม้ หรืเสื้อผ้า หรือหนังสัตว์ หรือกระสอบ หรือภาชนะใดๆ ที่ใช้เพื่อประโยชน์อย่างใดจะต้องแช่น้ำ และจะมลทินไปจนถึงเวลาเย็น ต่อไปก็นับว่าสะอาดได้ และถ้ามันตกลงไปในภาชนะดิน สิ่งที่อยู่ใภชนะนั้นจะมลทิน จงทุบภาชนะนั้นเสีย อาหารในภาชนะนั้นที่รับประทานได้ซึ่งมีน้ำปนอยู่ ก็เป็นมลทิน และน้ำดื่มทั้งสิ้นซึ่งจะดื่มได้จากภาชนะอย่างนี้จะมลทิน . ถ้าส่วนใดของซากสัตว์ตกใส่สิ่ใดๆ สิ่งนั้นๆก็มลทิน ไม่ว่าเป็นเตาอบหรือเตา ต้องทุบเสีย เป็นมลทิน และเป็นของมลทินแก่เจ้า

อย่างไรก็ตาม น้ำพุหรือน้ำในแอ่งเก็บน้ำเป็นของสะอาด แต่สิ่งใดที่แตะต้องซากสัตว์นั้น จมทิน ถ้าส่วนใดของซากตกใส่เมล็ดพืชที่ใช้หว่าน พืชนั้นนับว่าสะอาด ถ้าเทน้ำใส่พืชนั้น และซากสัตว์ส่วนใดตกใส่พืชนั้น ก็เป็นมลทินแก่เจ้า “ถ้าสัตว์ซึ่งเจ้าจะรับประทานได้นั้นตายเอง ผู้ทีแตต้อซากสัตว์นั้นจะมลทินไปจนถึงเวลาเย็น และผู้ใดที่รับประทานซาก นั้นจะต้องซักเสื้อผ้าของเขาเสีย และเป็นมลทินไปจนถึงเวลาเย็น ผู้ใดที่จับถือซากนั้นไปก็ต้องซักเสื้อผ้าของตน แลเป็มลทินไจนถึงเวลาเย็น “บรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่ไปเป็นฝูงๆ บนแผ่นดินเป็นสิ่งพึงรังเกียจอย่ารับประทาน สิ่งใดที่เลื้อยไปด้วยท้อง หรือสิ่งที่เดินสี่ขา หรือสิ่งที่มีหลายขา ทุกสิ่งที่คลานไปบแผ่นดินเจ้าอย่ารับประทาน เพราะเป็นสิ่งพึงรังเกียจแก่เจ้า เจ้าอย่ากระทำให้ตัวเองเป็นที่พึงรังเกียจด้วสัตว์เลื้อยคลานใดๆ อย่าทำตัวให้เป็นมลทินไปด้วยสิ่งเหล่านี้เลย เกรงว่าเจ้าจะไม่สะอาดไปด้วย เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า จงชำระตัวไว้ให้บริสุทธิ์เพราะเรา บริสุทธิ์ เจ้าอย่ทำตัให้เป็นมลทินไปด้วยสัตว์เล็กๆ ที่มีมากซึ่งคลานไปบนดิน เพราะเราคือพระเจ้าผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” เหล่านี้เป็นกฎกล่าวถึงเรื่องสัตว์และนก และสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวไปมาในน้ำ และสัตว์ทุกชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน เพื่อให้สังเกตความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เป็นมลทินและสิ่งที่สะอาด แลระหว่างสิ่งที่มีชีวิตรับประทานได้ และสัตว์มีชีวิตที่รับประทานไม่ได้” พระเยซูทรงประกาศว่า อาหารทุกอย่าง รวมทั้งเนื้อทุกชนิดว่าต้องชำระให้สะอาด

มาระโก 7:18-19 “พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ถึงท่านทั้งหลายก็ยังไม่เข้าใจหรือ ท่านยังไม่เห็นหรือว่า สิ่งใดๆแต่ภายนอกที่เข้าไปภายในมนุษย์ จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินไม่ได้ เพราะว่าสิ่งนั้นมิได้เข้าในใจ แต่ลงไปในท้องแล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป” (ที่ทรงสอนอย่างนี้ก็เป็นการประกาศว่า อาหารทุกอย่างปราศจากมลทิน)”

เช่นเดียวกับสิ่งแต่ละคริสเตียนควรอธิษฐานเพื่อขอคำแนะนำเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะมีเขา / เธอกิน สิ่งที่เราตัดสินใจที่จะกินเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าตราบใดที่เราขอบคุณเขาสำหรับการให้มัน

1 เธสะโลนิกา 5:18 “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”

1โครินธ์ 10:31”เหตุฉะนั้นเมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า”



กลับสู่หน้าภาษาไทย



พระเยซูทรงเป็นนักมังสวิรัติไหม คริสเตียนควรเป็นนักมังสวิรัติไหม?