ความเข้าใจในพระคัมภีร์เรื่องพระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร?




คำถาม: ความเข้าใจในพระคัมภีร์เรื่องพระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร?

คำตอบ:
พระพิโรธหมายถึง "การตอบสนองทางอารมณ์ต่อสิ่งที่ผิดที่ได้รับและความไม่ยุติ ธรรม" บ่อยครั้งมักจะแปลว่า "ความโกรธ" "ความไม่พอใจ" "ความเดือดร้อน" หรือ "ความขุ่นเคือง" ทั้งมนุษย์และพระเจ้าล้วนแสดงออกความโกรธจัด แต่ยังมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพระพิโรธของพระเจ้าและความโกรธของมนุษย์ พระพิโรธของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์และเป็นธรรมเสมอ ส่วนของมนุษย์จะไม่บริสุทธิ์และไม่ค่อยเป็นธรรม

ในพันธสัญญาเดิม พระพิโรธของพระเจ้าคือการตอบสนองของพระเจ้าต่อบาปและความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องรูปเคารพที่สาเหตุพระพิโรธของพระเจ้า

เพลงสดุดี 78:56-66 "แต่เขาทั้งหลายยังทดลองและกบฏต่อ พระเจ้าองค์สูงสุด มิได้รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์ กลับหันไปเสียและประพฤติทรยศอย่างบรรพบุรุษของเขา เขาบิดไปเหมือนคันธนูที่ไว้ใจไม่ได้ เพราะเขายั่วเย้าพระองค์ให้ทรงกริ้วด้วยเรื่อง ปูชนียสถานบนที่สูงของเขาทั้งหลายได้ หมุนให้พระองค์หวงแหนเขาด้วย เรื่องรูปเคารพแกะสลักของเขา เมื่อพระเจ้าทรงได้ยิน พระองค์ทรงพิโรธยิ่ง และพระองค์ทรงทอดทิ้งอิสราเอลไว้เสีย พระองค์ทรงละที่ประทับของพระองค์ในชิโลห์ คือพลับพลาที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ท่ามกลางมนุษย์ และทรงมอบประชาอันเป็น ฤทธานุภาพของพระองค์แก่การเป็นเชลย และชนอันเป็นพระสิริของพระองค์แก่มือของคู่อริ พระองค์ทรงมอบประชากรของพระองค์แก่ดาบ และทรงพระพิโรธต่อมรดกของ พระองค์ ไฟผลาญหนุ่มๆของเขาเสีย และสาวๆของเขาก็ไม่มีเพลงแต่งงาน บรรดาปุโรหิตของเขาล้มลงด้วยดาบ และหญิงม่ายของเขาไม่มีการร้องทุกข์ แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตื่นอย่างตื่นบรรทม อย่างชายฉกรรจ์โห่ร้อง เพราะฤทธิ์เหล้าองุ่น และพระองค์ทรงตีปฏิปักษ์ของพระองค์ให้ถอยหลัง และให้เขาได้อายเป็นนิตย์"

ตอนนี้จะอธิบายถึงรูปเคารพของอิสราเอล พระพิโรธของพระเจ้ามีต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์เสมอ

พระราชบัญญัติ 1:26-46 "แต่กระนั้นท่านทั้งหลายก็ไม่ยอมขึ้นไป กลับขัดขืนพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย และท่านทั้งหลายได้บ่นอยู่ในเต็นท์ของตน และว่า 'เพราะพระเจ้าทรงชังพวกเรา พระองค์จึงทรงพาเราทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จะได้มอบเราไว้ในมือคนอาโมไรต์เพื่อจะทำลายเราเสีย เราทั้งหลายจะขึ้นไปที่ไหนเล่า พวกพี่น้องของเราได้ทำอกใจของเราให้ ฝ่อท้อถอยไปโดยที่ว่า "คนเหล่านั้นใหญ่กว่าและสูงกว่าพวกเราอีก เมืองเหล่านั้นก็ใหญ่มีกำแพงสูงเทียมฟ้า และยิ่งกว่านั้นเราได้เห็นพวกคนอานาคอยู่ที่นั่นด้วย'" แล้วข้าพเจ้าจึงได้พูดกับท่านทั้งหลายว่า 'อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้นำหน้าท่านทั้งหลาย พระองค์จะทรงต่อสู้เผื่อท่านทั้งหลาย ดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้แก่ท่าน ทั้งหลายในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่านทั้งหลาย และในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้เห็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน ดังพ่ออุ้มลูกของตนตลอดทางที่ท่านได้ไปนั้น จนท่านทั้งหลายได้มาถึงที่นี่' แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ผู้ได้ทรงนำทางข้างหน้าท่าน เพื่อจะหาที่ให้ท่านทั้งหลายตั้งเต็นท์ของท่าน เป็นไฟในกลางคืน เพื่อโปรดให้ท่านทั้งหลายเห็นทางที่ควรจะไป และเป็นเมฆในกลางวัน ‘พระเจ้าได้ทรงสดับเสียงคำพูดของท่านทั้งหลาย จึงทรงกริ้วและสาบานว่า 'แท้จริงจะไม่มีผู้ใดในชาติพันธุ์ที่ชั่วนี้ สักคนเดียวที่จะได้เห็นแผ่นดินดีนั้น ที่เราได้สัญญาว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของ เจ้าทั้งหลาย เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ เขาจะเห็นเมืองนั้น และเราจะให้แผ่นดินที่เขาได้เหยียบ นั้นแก่เขาและแก่ลูกหลาน เพราะเขาได้ตามพระเจ้าอย่างสุดใจ' เพราะเหตุท่านทั้งหลายพระเจ้าก็ทรงพิโรธเราด้วย ตรัสว่า 'เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในที่นั้น ด้วยเหมือนกัน โยชูวาบุตรนูนผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้า จะได้เข้าไป จงสนับสนุนเขา เพราะเขาจะพาคนอิสราเอลไปถือกรรมสิทธิ์พื้นดินนั้น ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กของเจ้าทั้งหลายที่เจ้าทั้งหลาย ว่าจะตกเป็นเหยื่อ และเด็กของเจ้าที่ในวันนี้ยังไม่รู้จักผิดและชอบ จะได้เข้าไปที่นั่น เราจะให้แผ่นดินนั้นแก่เขา และเขาจะถือกรรมสิทธิ์อยู่ที่นั่น แต่ฝ่ายเจ้าทั้งหลายจงกลับเดินเข้าถิ่นทุรกันดาร ตามทางที่ไปสู่ทะเลแดงเถิด' ‘ครั้งนั้นท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า 'เราทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว เราทั้งหลายจะขึ้นไปสู้รบตามพระดำรัส ที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ ตรัสสั่งนั้น' และท่านทั้งหลายได้คาดอาวุธเตรียมตัวไว้ทุกคน คิดว่าที่จะขึ้นไปยังแดน เทือกเขานั้นเป็นเรื่องง่าย พระเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า 'จงกล่าวแก่คนทั้งหลายนั้นว่า อย่าขึ้นไปสู้รบเลย เกรงว่าเจ้าทั้งหลายจะแพ้ศัตรู เพราะเรามิได้อยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย' ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวแก่ท่านดังนั้น และท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟัง แต่ได้ขัดขืนพระบัญชาของพระเจ้า มีใจองอาจและได้ขึ้นไปที่แดนเทือกเขานั้น และคนอาโมไรต์ที่อยู่ในแดนเทือกเขานั้น ได้ออกมาต่อสู้และไล่ตีท่านทั้งหลายดุจฝูง ผึ้งไล่ และได้ฆ่าท่านทั้งหลายในตำบลเสอีร์จนถึงโฮรมาห์ และท่านทั้งหลายกลับมาร้องไห้ต่อพระเจ้า แต่พระเจ้ามิได้ทรงฟังเสียงร้อง หรือเงี่ย พระโสตฟังท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจึงพักอยู่ที่คาเดชหลายวันตามวัน ที่ท่านทั้งหลายได้อยู่นั้น"

โยชูวา 7:1 "แต่คนอิสราเอลได้ละเมิดในเรื่องของต้องถวายนั้น เพราะอาคานบุตรคารมี ผู้เป็นบุตรศับดี ผู้เป็นบุตรเศ-ราห์ เผ่ายูดาห์ ได้นำของถวายบางส่วนไปเป็นของตน และพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่อคนอิสราเอล"

เพลงสดุดี 2:1-6 "เหตุใดบรรดาประชาชาติจึงคิดกบฏ ทำไมชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันเปล่าๆ บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองปรึกษากันต่อสู้พระเจ้า และผู้รับการเจิมของพระองค์ กล่าวว่า ‘ให้เราระเบิดสายแอกให้ขาดสะบั้น และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา’ พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์ ทรงพระสรวล พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยองด้วย ความกริ้วของพระองค์ ตรัสว่า ‘เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา’"

ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักจะเขียนถึงเรื่องวันหนึ่งในอนาคตคือ "วันแห่งพระพิโรธ"

เศฟันยาห์ 1:14-15 "วันสำคัญของพระเจ้าใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาและเร่งมาก เสียงแห่งวันของพระเจ้าก็ขมขื่น ผู้แกล้วกล้าจะร้องเสียงดังที่นั่น วันนั้นเป็นวันแห่งพระพิโรธ เป็นวันแห่งความทุกข์ใจและเป็นวันระทม เป็นวันพินาศและวันเริศร้าง เป็นวันแห่งความมืดและความมืดครึ้ม เป็นวันที่มีเมฆและความมืดทึบ"

พระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาปและความไม่เชื่อฟังถูกปรับเป็นความชอบธรรมครบบริบูรณ์ เพราะแผนการของพระองค์สำหรับมนุษย์นั้นบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ เช่น เดียวกับพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ พระเจ้าทรงจัดเตรียมวิธีการที่จะได้รับความโปรดปรานของพระเจ้า- การกลับใจใหม่—ซึ่งจะหันพระพิโรธของพระเจ้าออกไปจากคนบาป การปฏิเสธแผนการสมบูรณ์นั้นเท่ากับการปฏิเสธความรักของพระเจ้า พระเมตตา พระคุณและความโปรดปราน และก่อให้เกิดพระพิโรธอันชอบธรรมของพระองค์

พันธสัญญาใหม่ยังสนับสนุนแนวคิดของพระเจ้า ที่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระพิโรธผู้ทรงพิพากษาบาป เรื่องราวของเศรษฐีคนหนึ่งและลาซารัส พูดถึงการพิพากษาของพระเจ้าและผลกระทบร้ายแรงสำหรับคนบาปที่ไม่กลับใจใหม่

ลูกา 16:19–31 "ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา อยู่มาคนขอทานนั้นตาย และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย และเขาก็ฝังไว้ แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน เศรษฐีจึงร้องว่า 'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้' แต่อับราฮัมตอบว่า 'ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้ของดีสำหรับตัว และลาซารัสได้ของเลว แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม แต่เจ้าได้รับความแสนระทม นอกจากนั้น ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้' เศรษฐีนั้นจึงว่า 'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้' แต่อับราฮัมตอบเขาว่า 'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด' เศรษฐีนั้นจึงว่า 'มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา เขาคงจะกลับใจเสียใหม่' อับราฮัมจึงตอบเขาว่า 'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ'"

ยอห์น 3:36 "ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา"

คนที่เชื่อในพระบุตรจะไม่ประสบกับพระพิโรธของพระเจ้าเนื่องจากความบาปของเขา เพราะพระบุตรทรงรับเอาพระพิโรธของพระเจ้าไว้แล้ว เมื่อพระองค์เองทรงพลีพระชนม์แทนที่ของเราบนกางเขน

โรม 5:6–11 "ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วย คนบาปในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่ มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า"

บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตร ผู้ที่ไม่ได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จะถูกพิพากษาในวันแห่งพระพิโรธ

โรม 2:5–6 "แต่เพราะท่านใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ ท่านจึงส่ำสมโทษให้แก่ตัวเอง ในวันที่พระเจ้าทรงลงพระอาชญา ซึ่งพระองค์จะทรงสำแดงการพิพากษาลง โทษที่เที่ยงธรรมให้ประจักษ์ เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา"

ในทางตรงกันข้าม มีคำเตือนให้ระวังความโกรธของมนุษย์

โรม 12:19 "ดูก่อน ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง"

เอเฟซัส 4:26 "จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่"

โคโลสี 3:8-10 "แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสีย แล้ว และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า"

พระเจ้าเท่านั้นที่จะทรงทำการแก้แค้น เพราะการแก้แค้นของพระองค์สมบูรณ์แบบและบริสุทธิ์ ในขณะที่ความโกรธของมนุษย์เป็นบาป เปิดทางให้เขารับอิทธิพลจากมาร สำหรับคริสเตียน ความโกรธและพระพิโรธจะไม่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยใหม่ของเรา ซึ่งเป็นพระลักษณะของพระคริสต์เอง

2โครินธ์ 5:17 "เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น"

เพื่อตระหนักถึงเสรีภาพจากพระพิโรธครอบครองอยู่ ผู้เชื่อต้องเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อทรงชำระความรู้สึกในจิตใจเขาให้บริสุทธิ์ เนื่องจากพระพิโรธและความโกรธ โรมบทที่ 8 แสดงให้เห็นถึงชัยชนะต่อบาปในชีวิตของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณ

โรม 8:5-8 "เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้"

ฟีลิปปี 4:4-7 "จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่าน ไว้ในพระเยซูคริสต์

ข้อนี้บอกเราว่าพระวิญญาณทรงควบคุมจิตใจเราให้เต็มไปด้วยสันติสุข พระพิโรธของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัวและเป็นสิ่งที่น่ากลัว เฉพาะบรรดาผู้ที่ได้รับการปกคลุมโดยพระโลหิตของพระคริสต์ ที่ทรงหลั่งเพื่อเราบนกางเขน สามารถมั่นใจได้ว่าพระพิโรธของพระเจ้าจะไม่ตกอยู่กับพวกเขา

โรม 5:9 "เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์"



กลับสู่หน้าภาษาไทย



ความเข้าใจในพระคัมภีร์เรื่องพระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร?